ปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่ รวมถึงคนที่กำลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากบรรดาฟังก์ชันการใช้งานทั่วไป ระบบภายใน และภายนอกต่าง ๆ แล้ว การชาร์จไฟ ก็เป็นอะไรที่สำคัญมากเช่นกัน
” เพราะถ้ารถไม่มีการชาร์จไฟ ก็จะเสียชื่อของการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปในทันที “
ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการชาร์จไฟ ใช่ว่าจะมีแค่การขับรถไปจอดหน้าตู้ชาร์จ ดึงสาย แล้วเสียบสายเข้าไปที่รถของเรากันเสียเมื่อไหร่ แต่มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่มือใหม่อย่างเราควรที่จะต้องรู้กันอีกมาก และของแบบนี้อาศัยฟังคำแนะนำจากคนอื่นอย่างเดียว มันคงจะไม่ได้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันก็มีสเปกที่รองรับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนะนำให้ศึกษารายละเอียด โดยยึดจากรุ่นที่เราใช้ กำลังเล็ง ๆ ไว้ หรือกำลังจะเป็นเจ้าของในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะเป็นการดีที่สุด !

ในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันจะมาพร้อมกับเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องของกระบวนการชาร์จไฟ ปกติแล้วจะมีเงื่อนไขที่ต้องดูอยู่ 5 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่
ซึ่งเจ้า 5 เงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเป็นตัวชี้ชะตาการชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าของเราในแต่ละครั้งได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะทำการอธิบายไล่ไปทีละเงื่อนไข ทุกคนจะได้ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปด้วยกัน ถ้างงตรงไหน ขอให้ย้อนกลับมาอ่านทวนใหม่กันอีกรอบ เพราะถ้าทุกคนเข้าใจกันแล้ว จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับรถยนต์ EV ของเราได้ตลอดรอดฝั่งกันเลย 😆

ปริมาณความจุของแบตเตอรีที่มีอยู่ในเครื่อง จะสามารถบอกได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรา มีความสามารถในการจุแบตเตอรีได้มาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าแบตเตอรีของเรามีความจุเยอะ ก็จะทำให้เราสามารถใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเราได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีความจุของแบตเตอรีที่น้อย นั่นก็หมายความว่าเราอาจจะต้องเสียเวลาชาร์จไฟเค้าบ่อยหน่อย แต่ถ้ามองภาพตามความเป็นจริง เราว่าคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่ ก็ไม่น่าจะปล่อยให้รถของตัวเองแบตเหลือน้อยอะไรเทือกนั้นกันอยู่แล้ว ขนาดรถยนต์กินน้ำมันปกติ เกจ์วัดน้ำมันลดลงมาแค่ขีดเดียว หลายคนก็รีบวิ่งแจ้นออกไปเติมน้ำมันที่ปั้มกันแล้ว 😅
อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่ 1 กันเลย เพราะนอกจากความจุของแบตเตอรีที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ ณ ขณะนั้นก็เป็นตัวชี้วัดการชาร์จไฟของเราได้เหมือนกัน เพราะถ้า % แบตเตอรีคงเหลือน้อย ก็จะทำให้เราต้องใช้เวลาในการชาร์จไฟเค้ามากกว่า แต่ถ้า % ของแบตเตอรีลดลงไปไม่เท่าไหร่ ระยะเวลาของเราก็จะสั้นลงกว่าเดิม ทำให้เวลาชาร์จ แบตเตอรีมีโอกาสเต็มเร็วกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า คนที่แบตเตอรีคงเหลือน้อยนั่นเอง

ยัง ยังไม่พอ นอกจากความจุของแบต ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือแล้ว จะบอกว่ากระบวนการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละครั้ง จะถูกควบคุมด้วยตัว On-Board Charger ซึ่งถามว่าไอ้เจ้า On-Board Charger นี้คืออะไร สำหรับตัวนี้หน้าที่ของมันก็คือการ จำกัดปริมาณการไหลของไฟฟ้า ว่ารับได้เท่าไหร่ ซึ่งระหว่างการรับกระแสไฟเข้ามา ตัว On-Board Charger ก็จะทำหน้าที่ในการแปลงไฟจากกระแสสลับ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงไปพร้อมกัน ดังนั้นต่อให้แบตจุจริง แต่ On-Board Charger รับได้น้อย ผลที่ปรากฎออกมาก็เท่ากับว่าระยะเวลาในการชาร์จ / ครั้ง ก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน
แต่ ในกรณีที่รถของเรารับไฟฟ้าเป็นกระแสตรงมาแล้ว On-Board Charger ตัวนี้ก็จะไม่ต้องทำงาน (เพราะว่าไม่ต้องแปลงไฟจากกระแสสลับให้เป็นกระแสตรงแล้ว) ไฟฟ้าจึงสามารถไหลผ่านเข้ามาได้เลย ทำให้ชาร์จไฟได้ไว และเต็มเร็วกว่ารถที่ชาร์จไฟโดยที่ผ่านตัว On-Board Charger อีกที
โดยปกติแล้วแหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า จะมีให้ใช้งานด้วยกันทั้งหมด 4 โหมด ดังนี้

ในส่วนของหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยปกติแล้วจะอิงตามประเภทของไฟฟ้าที่ใช้งานกันในประเทศนั้น ๆ อารมณ์เหมือนหัวปลั๊กไฟที่ใช้งานในบ้านเรา กับในต่างประเทศนั่นแหละ ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าถ้าสมมุติเราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้สักคัน เราจะหาสถานีชาร์จที่มีหัวชาร์จเหมือนกันได้ไหม เราตอบให้เลยว่า มีแน่นอน
สำหรับบ้านเราปกติแล้วหัวชาร์จที่นิยมใช้กันจะมีอยู่ 2 แบบ คือหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกา กับหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติยุโรป รวมถึงบ้านเรา โดยหัวชาร์จก็จะถูกแบ่งย่อยออกไปตามกระแสไฟที่ได้รับ ซึ่งก็ได้แก่ หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท AC (กระแสไฟฟ้าสลับ) กับประเภท DC (กระแสไฟฟ้าตรง)


โดยปกติแล้วในรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จะมีช่องชาร์จไฟที่รองรับการชาร์จทั้งระบบ AC และ DC อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่ารถยนต์คันนั้นของเราเป็นรถยนต์แบบ PHEV หรือ Plug-In Hybrid ที่จะมีแค่ช่องเสียบแบบ AC
ซึ่งก่อนที่เราจะเลือกวิธีการชาร์จไฟ อันดับแรกเราต้องดูก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีหัวชาร์จแบบไหน Type 1, Type 2, CHAdeMo หรือว่า CCS2 เมื่อรู้กันแล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรารองรับหัวชาร์จแบบไหน ขั้นตอนต่อไปก็ได้เวลาเลือกการชาร์จกันบ้าง ว่าควรชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ) หรือ DC (กระแสตรง) ดี ?
แต่หลายคนมักจะชอบกังวลเรื่องของการชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หนีไปซบอกการชาร์จแบบ DC กันยกใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจัยที่ส่งผลทำให้รถของเราชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว ไม่ได้อยู่ที่วิธีการชาร์จเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความจุแบต จำนวนแบตคงเหลือ ความจุของ On-Board Charger กำลังไฟที่ตัวชาร์จรับได้ (กรณีชาร์จแบบ Wall Box) เพราะถ้าเป็นไฟบ้าน โดยปกติแล้วจะรับได้แค่ 1 เฟส เลยทำให้อาจจะชาร์จนานกว่าบ้านที่มีไฟ 3 เฟส ซึ่งมีกำลังส่งที่มากกว่าถึง 3 เท่า !
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มีสเปกที่ยิบย่อย แถมยังต่างกันมาก ๆ ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษนู้น โทษนี่กันอย่างเดียว หันกลับมาดูสเปกรถของตัวเองกันด้วยว่ารับได้สูงสุดแค่ไหน หน้างานจริงก็รับได้แค่นั้นแหละ ไม่ว่าจะชาร์จแบบ AC หรือว่า DC ก็ตาม

💭 โดยปกติแล้วพวกรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะสามารถหาดูได้ตามโบรชัวร์ของค่ายรถยนต์ที่เราสนใจ โดยเค้าจะมีการคำนวนให้คร่าว ๆ ว่าถ้าแบตเตอรีลดลงอยู่ที่ 0% จะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะชาร์จได้เต็ม 100% ฯลฯ เราถึงอยากให้ทุกคนศึกษารายละเอียดโดยยึดจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ตัวเองใช้ หรือสนใจกัน เพราะจะเห็นภาพได้ง่ายกว่า และการศึกษาเรื่องระบบการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นอะไรที่ควรทำ ยังไงก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยไขข้อสงสัย เพิ่มความกระจ่างเกี่ยวกับกระบวนการชาร์จไฟ และหัวชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าให้กับทุกคนกันได้น้า
Cr. https://www.punpro.com/p/EV-Charger-Types
บริษัท โปรซีเคียว โซลูชั่น จำกัด
จำหน่าย และ ติดตั้ง EvChargerSolutions เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า บริการพื้นที่ภาคใต้
©2023 onechargerev ALL RIGHTS RESERVED.