รถยนต์ประเภทไหนบ้างที่ต้องชาร์จไฟ รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV) รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV) รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV) คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย 2 ระบบ มีทั้งเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนกับรถยนต์ Hybrid ทั่วไป แต่มีฟังชั่นที่พิเศษกว่า โดยการมีความจุแบตเตอรี่ระบบไฮบริดที่มากกว่า กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ แบตลูกใหญ่กว่านั่นเอง นอกจากนั้นยังสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ด้วย
โดยส่วนใหญ่แล้วรถยนต์แบบ Pluged-In Hybrid (PHEV) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ 6-14 กิโลวัตต์จะสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ระยะทางประมาณ 25-50 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเต็ม 1 ครั้ง
รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) คือ รถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 100% โดยไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในรถ และจะมีแบตเตอรี่ Hybrid ลูกใหญ่กว่า ความจุไฟมากกว่าในรถยนต์ PHEV นอกจากนั้นยังมีข้อดีในเรื่องของ ‘Zero Emission’ หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทำให้เป็นการช่วยลดการปล่อยสารพิษต่าง ๆ สู่ชั้นบรรยากาศโลก
สำหรับระยะทางการวิ่งของรถยนต์ EV ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 40-90 กิโลวัตต์นั้น จะอยู่ที่ประมาณ 300-600 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน สำหรับคนที่กำลังมอง ๆ หรือเล็งที่จะซื้อรถยนต์ EV มาใช้งาน สิ่งแรกที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจก็คือ ‘ระบบไฟฟ้าภายในบ้านของเรา’ เพราะหากติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ภายในบ้านไปแบบผิด ๆ อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านมีปัญหาขึ้นมาได้
PropertyScout ขอแนะนำขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ดังนี้ครับ
ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านตัวเอง
โดยปกติแล้วขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าในบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้เป็น 15 (45) 1 เฟส (1P) หมายถึงมิเตอร์ขนาด 15 แอมป์ (A) และสามารถใช้ไฟได้มากถึง 45 (A) สำหรับใครที่ต้องการชาร์จรถยนต์ EV ภายในบ้าน ทางการไฟฟ้าแนะนำให้เปลี่ยนขนาดมิเตอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 (100) เพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไปครับ เปลี่ยนสายเมน และลูกเซอร์กิต (MCB)
สายเมน หรือสายประธาน คือสายไฟที่เดินจากมิเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาที่แผงเมนสวิตช์ หรือตู้เมนไฟฟ้า (MDB) นั่นเอง สำหรับสาย Main ของบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้ขนาด 16 ตร.มม. ซึ่งไม่เพียงพอต่อการติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ดังนั้นต้องปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 25 ตร.มม. และต้องเปลี่ยนลูกเซอร์กิต (MCB) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันร่วมกับตู้เมนไฟฟ้า (MDB) จากที่เคยรองรับได้สูงสุด 45 (A) เปลี่ยนเป็น 100 (A) กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ขนาดของมิเตอร์ สายเมน และลูกเซอร์กิต ต้องสอดคล้องกันครับ ตรวจสอบช่องว่างสำหรับติดตั้ง Circuit Breaker ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB)
การชาร์จไฟรถยนต์ EV จะต้องแยกใช้งานกับเครื่องไฟฟ้าอื่น ๆ และจะต้องมีลูกเซอร์กิตส่วนตัวแยก 1 ลูก ในกรณีที่ตู้ควบคุมไฟฟ้าเดิมไม่มีช่องว่างเหลือแล้วก็จะต้องติดตั้งตู้ควบคุมย่อยเพิ่มอีก 1 ตู้ครับ เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)
RCD เป็นเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ โดยจะทำงานก็ต่อเมื่อกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านเข้า-ออกมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้ตามมาได้ หากสายชาร์จไฟรถยนต์มีระบบตัดไฟภายในตัวอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง RCD เพิ่ม อย่างไรก็ตามระบบชาร์จไฟรถ EV ที่ดีควรมีระบบการตัดไฟแบบ RCD type A ที่มีระบบตรวจจับ DC Leakage Protection 6 mA หรือการป้องกันกระแสไฟตรงรั่วไหลด้วยครับ เต้ารับแบบ EV Socket
สำหรับการเสียบชาร์จรถยนต์ EV จะต้องใช้เต้ารับแบบ EV Socket 3 รู ที่มีสายต่อหลักดิน และต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 (A) รูปทรงอาจจะปรับเปลี่ยนตามรูปแบบปลั๊กของรถยนต์แต่ละรุ่น*
รูปแบบของ ‘หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ ในประเทศไทย หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ ‘AC’ หัวชาร์จแบบ AC – Type 1 หัวชาร์จแบบ AC คือ การชาร์จไฟแบบกระแสสลับ หรือชาร์จกับไฟบ้านนั่นเอง สำหรับการชาร์จแบบ AC นั้นไฟจะวิ่งผ่าน On Board Charger ที่อยู่บนรถยนต์ EV เพื่อทำการแปลงกระแสไฟจากกระแสสลับไปเป็นกระแสตรงก่อน หลังจากนั้นถึงค่อยชาร์จเข้าแบตเตอรี่ EV การชาร์จแบบ AC นั้นใช้ระยะเวลานาน เหมาะกับการชาร์จเอาไว้ข้ามคืนครับ โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง ในการชาร์จจาก 0-80%
ประเภทของหัวชาร์จ AC
Type 1 : 1 phase 32 A / 250 VType 2 : 1 phase 70 A / 250 V , 3 phase 63 A / 480 Vข้อดี-ข้อเสียของการชาร์จแบบ AC
ข้อดี : ค่าชาร์จไฟถูก , ชาร์จรถยนต์ Plug-In Hybrid และรถยนต์ EV ได้ทุกรุ่น , ติดตั้งได้ที่บ้านและรองรับกำลังการชาร์จได้สูงสุด 22 kW ขึ้นอยู่กับระบบไฟฟ้าบ้าน ตู้ชาร์จ และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ใช้งานอยู่ว่าสามารถรองรับกำลังการชาร์จได้แค่ไหน , ไม่ทำให้แบตเตอรี่ร้อนมากนัก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตรถยนต์เสื่อม , ใช้งานง่าย จอดรถเสร็จสามารถเสียบปลั๊กชาร์จได้เลยข้อเสีย : ใช้เวลาชาร์จนาน คนที่เร่งรีบต้องวางแผนการเสียบชาร์จดี ๆ , หากเจ้าของรถพักอาศัยในโครงการคอนโด หรือไม่ได้พักอาศัยในบ้านส่วนตัว ก็ไม่สามารถติดตั้งตู้ชาร์จได้หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง ‘DC’ หัวชาร์จแบบ DC – CHAdeMo หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC แตกต่างจากแบบ AC ตรงที่เป็น ‘การชาร์จแบบกระแสตรง’ โดยกระแสไฟนั้นจะไม่ผ่าน Onboard Charger ในตัวรถ แต่จะชาร์จเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง ทำให้ชาร์จได้เร็ว หรือที่เรียกกันว่าระบบ ‘Fast-Charging’ นั่นเอง ซึ่งหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC โดยส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จที่อยู่ตามสถานีชาร์จสาธารณะ สามารถชาร์จแบตจาก 0-80% ได้ภายในระยะเวลาเพียง 40 นาที – 1 ชั่วโมงเท่านั้น
DC Charging ใช้ได้กับรถยนต์ EV เท่านั้น*
ประเภทของหัวชาร์จ DC
CCS COMBO : 200 A / 600 V , 200 A / 1000 Vข้อดี-ข้อเสียของการชาร์จแบบ DC
ข้อดี : ชาร์จไฟได้เร็ว , ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ดีโดยเฉพาะการขับรถทางไกล อย่างเช่นการแวะปั๊มน้ำมันที่มีสถานี Fast-Charging เพื่อชาร์จรถ เข้าห้องน้ำ พักทานขนม ดื่มเครื่องดื่มสัก 15 นาทีแล้วก็สามารถเดินทางต่อได้เลย แถมปริมาณไฟที่ได้ชาร์จไปก็ยังเพียงพอต่อการเดินทางหลักร้อยกิโลเมตรได้อย่างสบาย ๆข้อเสีย : ค่าชาร์จไฟแพงกว่าแบบ AC โดยในประเทศไทยมีราคาสูงสุดถึงหน่วยละ 6.5-7.7 บาทกันเลยทีเดียว , สถานีชาร์จยังไม่คลอมคลุมทุกพื้น สำหรับการเดินทางไกลต้องวางแผนการแวะสถานีชาร์จให้ดี , ตู้ชาร์จแบบ DC มีราคาแพงมาก หากจะติดตั้งในบ้านต้องเตรียบงบประมาณหลักหลายแสนจนถึงหลักล้าน , มีความยุ่งยากซับซ้อนในการใช้งาน การจะชาร์จครั้งนึงต้องมีการเปิดแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อกับตู้ชาร์จ ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลากหลายแบรนด์เอามาก ๆ และตู้ชาร์จแต่ละแบรนด์ก็มีแอพพลิเคชั่นของตัวเอง มีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันไป วิธีการชำระเงินก็ต่างกันด้วย ทำให้ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้สักระยะครับCr. https://propertyscout.co.th/แนะนำ/เกร็ดความรู้คนใช้รถ-รถ-ev/