การเลือกเบรกเกอร์ สายไฟ และระบบป้องกันไฟดูดสำหรับ EV Charger

การติดตั้งตู้ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ภายในบ้านไม่ใช่เพียงการนำตู้ชาร์จมาติดตั้งเท่านั้น แต่ต้องออกแบบระบบไฟฟ้าให้รองรับกระแสไฟที่สูงขึ้นอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะ “เบรกเกอร์ สายไฟ และระบบป้องกันไฟดูด” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการติดตั้ง หากเลือกไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด ไฟไหม้ หรือทำให้อุปกรณ์ชาร์จเสียหายได้

บทความนี้จะอธิบายหลักการเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งสามอย่างอย่างละเอียด เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทั้งเจ้าของบ้านและผู้รับติดตั้งระบบ EV Charger

1) การเลือกเบรกเกอร์สำหรับ EV Charger

เบรกเกอร์มีหน้าที่ตัดกระแสไฟเมื่อเกิดความผิดปกติ เช่น ไฟลัดวงจร กระแสเกิน หรือไฟรั่ว การเลือกให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

1.1 เลือกขนาดแอมป์ให้เหมาะกับกำลังชาร์จ

โดยทั่วไป EV Charger สำหรับบ้านจะมีตั้งแต่ 3.6 kW, 7.4 kW, 11 kW ไปจนถึง 22 kW
หลักการคำนวณค่าแอมป์ (A) คือ:

กระแสไฟ (A) = กำลังไฟ (W) ÷ แรงดันไฟฟ้า (V)

ตัวอย่างที่ใช้บ่อย:

  • 7.4 kW (AC Single Phase) → ใช้กระแสประมาณ 32A

  • 11 kW (AC 3 Phase) → ใช้กระแสประมาณ 16A ต่อเฟส

  • 22 kW (AC 3 Phase) → ใช้กระแสประมาณ 32A ต่อเฟส

สรุป: ต้องเลือกเบรกเกอร์ที่รองรับกระแสได้มากกว่ากระแสใช้งานจริงประมาณ 20–25% เพื่อความปลอดภัย


1.2 เลือกชนิดของเบรกเกอร์ให้เหมาะสม

  1. MCB (Miniature Circuit Breaker)
    – ใช้ป้องกันกระแสเกินและไฟลัดวงจรทั่วไป
    – เหมาะสำหรับ EV Charger ขนาดเล็ก 3.6–7.4 kW

  2. RCBO (Residual Current Breaker with Overcurrent Protection)
    – เบรกเกอร์ที่รวมการป้องกันไฟดูด + กระแสเกิน
    – เหมาะที่สุดในการติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
    – ลดความเสี่ยงไฟฟ้ารั่วขณะชาร์จ

  3. RCCB + MCB
    – ใช้ร่วมกันเมื่อไม่มี RCBO
    – RCCB ป้องกันไฟรั่ว / MCB ป้องกันกระแสเกิน
    – ต้องเลือกค่าให้เหมาะกับการใช้งานร่วมกัน

1.3 เลือกเบรกเกอร์ Curve ไหน?

สำหรับ EV Charger ควรเลือก

  • Curve C: เหมาะกับโหลดทั่วไปที่ต้องการค่าทนกระแสกระชากปานกลาง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง

Curve B มักไวเกินไป และ Curve D ไวช้าเกินสำหรับบ้านทั่วไป

1.4 มาตรฐานเบรกเกอร์ที่ควรมี

  • รองรับมาตรฐาน IEC 60898 / IEC 61009 / IEC 61008

  • มีค่าทนกระแสลัดวงจร (kA) ไม่น้อยกว่า 6 kA สำหรับบ้านพักอาศัย

  • เลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ เช่น Schneider, ABB, Hager, Siemens

2) การเลือกสายไฟสำหรับ EV Charger

สายไฟเป็นอีกจุดที่มองข้ามไม่ได้ เพราะ EV Charger ต้องจ่ายไฟต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง สายไฟที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้เกิดความร้อนสูงและเกิดอันตรายได้

2.1 เลือกขนาดสายไฟตามกระแส

โดยทั่วไป:

กำลังชาร์จกระแสขนาดสายไฟแนะนำ
3.6 kW~16Aสายไฟ 2.5 sq.mm
7.4 kW~32Aสายไฟ 6 sq.mm
11 kW~16A (3 เฟส)สายไฟ 4 sq.mm ขึ้นไป
22 kW~32A (3 เฟส)สายไฟ 6–10 sq.mm

สายไฟควรเลือกเผื่อกระแสเพื่อความทนทาน และขึ้นอยู่กับความยาวของสาย ซึ่งถ้ายาวเกิน 20–30 เมตร ควรเพิ่มขนาดสายเพื่อลดแรงดันตก

2.2 ชนิดสายไฟที่เหมาะสม

แนะนำให้ใช้:

  • THW หรือ NYY ตามมาตรฐาน มอก.

  • หากเดินสายบนดินหรือในท่อร้อยสายเลือก NYY (กันน้ำและแดดได้ดีกว่า)

  • เดินสายในผนังเลือก THW + ท่อร้อยสาย

สายไฟต้องเป็นของแท้ ได้มาตรฐาน มอก. เพื่อทนกระแสต่อเนื่องได้ปลอดภัย

3) ระบบป้องกันไฟดูดสำหรับ EV Charger

ระบบนี้มีความสำคัญที่สุด เพราะ EV Charger เป็นอุปกรณ์ที่ต่อกับตัวรถโดยตรง หากเกิดไฟรั่วอาจเป็นอันตรายได้ทั้งต่อผู้ใช้และอุปกรณ์

3.1 ทำไม EV Charger ต้องมีระบบป้องกันไฟดูด?

เนื่องจาก

  • กระแสไฟสูง

  • ชาร์จนานหลายชั่วโมง

  • ใช้ในพื้นที่เจอความชื้น เช่น โรงรถหรือภายนอกบ้าน

จึงต้องมีระบบตัดไฟทันทีที่มีไฟรั่วเกินค่าที่กำหนด

3.2 เลือกใช้ RCD / RCCB แบบไหนดี?

ระบบป้องกันไฟดูดมีหลายประเภท แต่สำหรับ EV Charger ควรใช้แบบ:

  • RCD Type A + DC leakage detection
    หรือ

  • RCD Type B

เพราะ EV Charger อาจทำให้เกิดกระแสรั่วแบบ DC ซึ่ง RCD ทั่วไป (Type AC) ตรวจจับไม่ได้ อาจทำให้ระบบไม่ตัดไฟเมื่อต้องการ

สรุป:
– ถ้าตู้ชาร์จมีระบบตรวจจับ DC 6mA ในตัว → ใช้ RCD Type A ได้
– ถ้าไม่มี → ต้องใช้ RCD Type B

3.3 ค่าตัดไฟดูดที่ควรเลือก

  • 30 mA สำหรับป้องกันไฟดูด

  • 6 mA DC Leakage สำหรับป้องกันกระแสไฟตรงรั่วจาก EV Charger

3.4 ระบบสายดิน (Grounding)

สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

  • ใช้หลักดินที่มีค่าความต้านทานไม่เกิน 5 โอห์ม

  • ต้องต่อสายดินจาก EV Charger ถึงหลักดินโดยตรง

  • ห้ามใช้สายดินร่วมกับระบบที่ไม่ได้มาตรฐานหรือชำรุด

4) การติดตั้งจริงที่ควรระวัง

  • ควรติดตั้งโดยช่างไฟฟ้าที่มีใบ ปวส./ช่างไฟฟ้าภาคปฏิบัติ หรือช่างที่ผ่านมาตรฐาน กฟน./กฟภ.

  • ต้องมีตู้แยกเฉพาะสำหรับ EV Charger

  • ห้ามใช้ปลั๊กบ้านทั่วไปแทน

  • ตรวจสอบความร้อนของสายและเบรกเกอร์หลังใช้งานครั้งแรก

  • ทำการทดสอบการตัดไฟของ RCD ทุกเดือน

5) สรุป

การติดตั้ง EV Charger ที่บ้านให้ปลอดภัยต้องเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกต้อง ตั้งแต่เบรกเกอร์ สายไฟ ไปจนถึงระบบป้องกันไฟดูด การเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและติดตั้งอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร ยืดอายุการใช้งานของเครื่องชาร์จ และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ทุกคนในบ้าน

แนะนำเว็บไซต์ www.onechargerev.com  สำหรับคนที่สนใจตู้ชาร์จรถไฟฟ้า ที่บ้าน