Categories
บทความ

รถไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถใช้น้ำมันจริงหรือ?

รถไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถใช้น้ำมันจริงหรือ?

ในส่วนของผู้ใช้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าในขณะใช้งานนั้น รถไฟฟ้าไม่มีการปล่อยไอเสียหรือมลพิษต่่างๆ ออกสู่อากาศเลย ทำให้อากาศสะอาดกว่า 100%

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าในการผลิตไฟฟ้าเพื่อมาชาร์จรถไฟฟ้านั้นก็ต้องมาจากโรงไฟฟ้าซึ่งอาจมีที่มาของพลังงานได้หลายทาง เช่น ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมาเดินเครื่องยนต์เพื่อปั่นไฟใช้พลังงานธรรมชาติ เช่น ลมหรือน้ำจากเขื่อน หรือใช้พลังงานนิวเคลียร์ (ซึ่งบ้านเรายงไม่มี) ในส่วนที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาตินั้นก็ยังเป็นกระบวนการเผาไหม้ที่มีไอเสียเกิดขึ้นอยู่ดี แต่เกิดในโรงไฟฟ้าที่มักจะไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งชุมชน เครื่องจักรที่ใช้ก็ได้รับการดูแลให้ทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพสูง และมีการควบคุมเรื่องมลพิษรัดกุมกว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็กในรถยนต์แต่ละคันที่มีสภาพและการบำรุงรักษาไม่เท่ากัน

นอกจากนี้กระบวนการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มากที่ใช้กับรถไฟฟ้า (ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมที่ใช้ธาตุหายากหรือมีปริมาณจำกัดในผิวโลก ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rare Earth เช่น ลิเธียม นิเกิล) เป็นกระบวนการที่่ใช้สารเคมีเป็นหลักและในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องในการรีไซเคิลหรือทำลายแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่หมดอายุใช้งานด้วย ซึ่งหากไม่จัดการให้เหมาะสมจะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามผลักดันให้มีการนำธาตุหายากในแบตเตอรี่เหล่านั้นกลับมาใช้งานใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่เหมาะสมและไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้งานรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้เรายังได้เห็นแนวโน้มการลดสัดส่วนของโลหะซึ่งเป็นพิษหรือมีอันตราย เช่น โคบอลต์ และลิเธียม ให้น้อยลงในแบตเตอรี่รุ่นใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ธาตุซึ่งหาได้ง่ายในธรรมชาติ เช่น โซเดียม มาทำแบตเตอรี่ด้วย

Cr. https://www.provision.co.th/2022/ve_save_the_world

Categories
บทความ

รู้ก่อนซื้อ! รถยนต์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

รู้ก่อนซื้อ! รถยนต์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “รถ EV” เป็นหนึ่งในประเภทของรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสมรรถนะในการทำงานที่ใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง บวกกับข้อดีต่าง ๆ มากมาย เช่น รูปลักษณ์ที่สวยงาม การประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และไม่สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม จึงไม่แปลกใจเลยที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่กำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่มาใช้งาน

รถยนต์ไฟฟ้ากับครอบครัว

เพื่อให้คุณซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานได้ตอบโจทย์ความต้องการที่สุด เงินติดล้อได้รวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงวิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ใครที่กำลังคิดจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งาน ห้ามพลาดบทความนี้เลย!

รถยนต์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท?

ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าในท้องตลาดจะแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), เซลล์เชื้อเพลิงเพลิง (FCEV) และแบตเตอรี่ (BEV) มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้

1. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV)

หรือที่เรียกว่า “รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสม” เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้มีกำลังและอัตราการเร่งของรถยนต์สูงที่กว่ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้มากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียวได้มาก

รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดนั้น จะไม่สามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟได้ แต่จะใช้พลังงานจลน์ที่ได้จากเครื่องยนต์เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนำมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อนำมาจ่ายเป็นพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าต่อไป เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การสนับสนุนการเบรกแบบผันกลับ (Regenerative braking)

ตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดที่มีวางจำหน่ายในไทย

  • Toyota Camry Hybrid  (โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด)
  • Toyota C-HR Hybrid (โตโยต้า ซี-เอชอาร์ ไฮบริด)
  • Toyota Alphard Hybrid (โตโยต้า อัลฟาร์ด ไฮบริด)
  • Toyota Prius Hybrid (โตโยต้า พรีอุส ไฮบริด)
  • Toyota Altis Hybrid (โตโยต้า อัลติส ไฮบริด)
  • Honda Accord Hybrid (ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด)
  • Nissan X-Trail Hybrid (นิสสัน เอกเทรล ไฮบริด)

รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดเหมาะกับการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ทำให้ต้องเหยียบคันเร่งสลับกับเหยียบเบรกเป็นประจำ เพราะจะช่วยให้ในช่วงที่รถติด รถยนต์จะไม่ต้องสิ้นเปลืองการใช้น้ำมันมาก ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลภาวะได้มาก

2. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle: PHEV)

หรือที่เรียกว่า “รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสมแบบเสียบปลั๊ก” เป็นรถยนต์ที่มีลักษณะการทำงานและชิ้นส่วนคล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด แต่จะแตกต่างกันตรงที่สามารถชาร์จไฟฟ้าจากภายนอกได้ ทำให้สามารถสลับไปใช้งานการขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในระยะสั้น ๆ ได้

ตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดที่มีวางจำหน่ายในไทย

  • BMW plug-in hybrid (บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอิน ไฮบริด)
  • Mercedes-Benz plug-in hybrid (เมอร์เซเดสเบนซ์ ปลั๊กอิน ไฮบริด)
  • Audi plug-in hybrid (รถอาวดี้ ปลั๊กอิน ไฮบริด)

รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสมแบบเสียบปลั๊กจะเหมาะกับคนที่อยากใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัด หรือเดินทางไปในจังหวัดที่ยังไม่มีการชาร์จรถไฟฟ้า จึงทำให้การใช้งานรถยนต์ประเภท PHEV ตอบโจทย์มากที่สุด

3. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิงเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV)

หรือที่เรียกว่า “รถไฮโดรเจน” เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่จะแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นตรงที่ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนในการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยไฮโดรเจนจะถูกเก็บอยู่ในรูปแบบของเหลว หลังจากนั้นจะถูกส่งไปที่แผงเซลล์ร่วมกับอากาศที่มีออกซิเจน เพื่อทำปฏิกิริยาในการสร้างไฟฟ้า หลังจากนั้นไฟฟ้าจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่เพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าต่อไป จึงทำให้รถยนต์ประเภทนี้ต้องเติมพลังงานไฮโดรเจนแทนการชาร์จไฟนั่นเอง

ตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิงเพลิง

  • Toyota Mirai (โตโยต้า มิไร)
  • Hyundai Nexo (ฮุนได เนกโซ่)
  • Honda Clarity Fuel Cell (ฮอนด้า คลาริตี้ ฟิวเซลล์)

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิงเพลิงจะเหมาะกับการใช้งานทั่วไป แต่ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่ จึงทำให้ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของทั้งไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่ค่อยเหมาะที่จะใช้ในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่ค่อยมีสถานีเติมไฮโดรเจนเปิดให้บริการ

4. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV)

หรือที่เรียกว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” จัดเป็นประเภทรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุด โดยจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มีแบตเตอรี่ที่ใหญ่มาก ๆ มีข้อดีตรงที่ไม่มีการปล่อยควันไอเสียออกมาเลย 100% แต่จะมีข้อจำกัดตรงที่ต้องชาร์จพลังงานไฟฟ้าก่อนใช้งานทุกครั้ง และจะต้องคำนวณระยะทางการเดินทางต่อพลังงานไฟฟ้า และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ดี

ตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ที่มีวางจำหน่ายในไทย

  • Tesla (เทสล่า)
  • Nissan Leaf (นิสสัน ลีฟ)
  • MG ZS EV (เอ็มจี ซีเอส อีวี)
  • Hyundai IONIQ EV (ฮุนได ไอออนิค อีวี)
  • BMW i3  (บีเอ็ม ไอ3)
  • Kia Soul EV (เกีย โซล อีวี)
  • BYD E6 (บีวายดี อี6)
  • Audi e-tron (อาวดี้ อีตรอน)

รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่จะเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง หรือขับในระยะทางใกล้ ๆ มากกว่าระยะไกล ซึ่งถ้าหากจำเป็นต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาเส้นทางและสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ดี เพื่อที่จะได้วางแผนการชาร์จไฟได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดปัญหาพลังงานไฟฟ้าหมดกลางทาง

ข้อดี-ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

หลังจากที่รู้แล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบ่งออกเป็นกี่ประเภท และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร เชื่อว่าหลายคนก็คงตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดีที่ตอบโจทย์ที่สุด แต่สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าเหมาะกับตัวเองจริง ๆ ไหม เราได้รวมข้อดี-ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามาให้แล้ว สามารถนำข้อมูลด้านล่างนี้ไปประกอบการตัดสินใจได้เลย

ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  • รถยนต์ไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างมลภาวะทางอากาศ ไม่มีการปล่อยไอเสีย
  • รถยนต์ไฟฟ้ามีความเงียบมากกว่ารถยนต์สันดาป ไม่มีเสียงเวลาขับขี่ จึงลดมลพิษทางเสียงได้มาก
  • รถยนต์ไฟฟ้ามีให้เลือกใช้งานหลายรุ่น หลายยี่ห้อ โดยมีหลายรุ่นมากที่มีสมรรถนะเทียบเคียงกับรถยนต์สันดาป ซึ่งคุณสามารถเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการได้เลย
  • การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เนื่องจากพลังงานไฟฟ้ามีราคาที่ถูกกว่า และไม่ต้องคอยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเหมือนเครื่องยนต์สันดาปด้วย

ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  • รถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาที่สูงอยู่ เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูง
  • รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นจะมีการกำหนดระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ชัดเจน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องวางแผนการชาร์จระหว่างทางให้ดี ในกรณีที่ต้องเดินทางระยะไกล
  • อาจมีข้อจำกัดการใช้งานในบางพื้นที่ เนื่องจากสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย

รวม 5 สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

เตรียมพร้อมก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับใครที่ตัดสินใจแล้วว่าต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เราขอแนะนำให้คุณติดตั้ง 5 สิ่งนี้ให้พร้อม เพื่อที่จะได้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างสบายใจ ไม่มีปัญหามากวนใจในภายหลัง ได้แก่

  • ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านที่มีแอมป์เหมาะสมและรองรับกับรถยนต์ไฟฟ้า
  • เปลี่ยนขนาดสายไฟฟ้าเข้าบ้าน หรือที่เรียกว่า “สายเมน” และขนาดลูกเซอร์กิต (MCB) ให้สอดคล้องกับมิเตอร์ไฟฟ้าอันใหม่
  • ติดตั้งตู้ควบคุมไฟฟ้า (Main Distribution Board: MDB) แยกสำหรับการชาร์จรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ
  • ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (Earth-Leakage Circuit Breaker) เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
  • ติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้า (EV Socket) จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับใครที่มีข้อสงสัยว่ามีขั้นตอนการติดตั้งอย่างไร สามารถสอบถามกับผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ไปใช้บริการได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยดำเนินการเรื่องเหล่านี้อยู่

แนะนำวิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉัน จะขับไปไหนก็ไร้กังวล

สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉัน

สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าต้องให้ความสำคัญ และควรศึกษาไว้ว่ามีที่ไหนบ้าง เพื่อที่เวลาต้องการชาร์จไฟฟ้าจะได้หาสถานีเจอ ไม่เกิดปัญหาไม่มีที่ชาร์จ หรือพลังงานไฟฟ้าหมดกลางทาง จนทำให้ไม่สามารถใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้

สำหรับใครที่ไม่รู้จะหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไหนดี เงินติดล้อมี 2 วิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉันแบบง่าย ๆ มาฝาก จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

  • วิธีที่ 1 : ค้นหาจาก Google Map โดยค้นหาด้วยคำที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, EV Charging, EV Charging Stations หรือ EV Charger เป็นต้น
  • วิธีที่ 2 : ค้นหาจากแอปพลิเคชันผู้ให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า เช่น EVolt,  EA Anywhere,  PlugShare, MEA EV, EV Station PluZ, PEA VOLTA หรือ GO TO-U ซึ่งบางแอปพลิเคชันจะมีฟังก์ชันการจองคิวใช้งานล่วงหน้าได้อีกด้วย

Cr. https://www.tidlor.com/th/article/lifestyle/car-knowledge/types-electric-vehicle

Categories
บทความ

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตขึ้นมาในโลกนี้ มีกี่ประเภทกันแน่ ก่อนซื้อรถไฟฟ้าต้องรู้

รถยนต์ไฟฟ้า มีกี่ประเภทกันแน่? ก่อนซื้อรถ EV สักคัน จะเลือกซื้อแบบไหนดี

ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติ และความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป โดยในประเทศไทยเริ่มคึกคัก และให้ความสนใจกับรถไฟฟ้า EV กันอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลือกซื้อรถ EV สักคัน ท่านจะต้องทำความเข้าใจกับประเภทของรถไฟฟ้าบนโลกนี้เสียก่อน

ซึ่งทาง Metromobile ได้สรุปเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) Battery Electric Vehicle : รถยนต์ประเภทนี้จะใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยไอเสียออกมาเลย เนื่องจากเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และใช้พลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยรถยนต์ประเภทนี้ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน และไม่มีการปล่อยไอเสียจากท่อไอเสีย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดมลภาวะที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ได้อีกด้วย ซึ่ง BYD จะเป็นรถในประเภทนี้

2. รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) Hybrid Electric Vehicle : รถยนต์ไฮบริด เป็นรถยนต์ที่มีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้า ลูกผสม (Hybrid) และเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ไม่สามารถเสียบปลั๊กได้ แต่จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็น Generator และเปลี่ยนพลังงานจลน์กลับคืนเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ โดยเราเรียกกระบวนการนี้ว่า Regenerative braking ซึ่งความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจะต่ำกว่ารถยนต์ปกติ รวมทั้งยังสามารถนำพลังงานกลที่เหลือ หรือไม่ใช้ประโยชน์เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บในแบตเตอรี่ได้ แต่ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้า

3. รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) Plug-in Hybrid Electric Vehicles : รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด นั้นมีความคล้ายคลึงกับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) แต่จะแตกต่างกันตรงที่รถยนต์ประเภทนี้ สามารถที่จะชาร์จไฟฟ้าจากภายนอกได้ รถยนต์ประเภทนี้จะมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์ สามารถทำงานในโหมดไฟฟ้าล้วน อาศัยแบตเตอรี่ หรือเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อแบตเตอรี่หมด การอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอก และนำมาเก็บไว้ที่แบตเตอรี่นั้น ทำให้ PHEV สามารถวิ่งได้ในระยะทางที่ไกลกว่า HEV รถประเภทนี้จะเพิ่มระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟขึ้นมาด้วย (plug-in)

4. รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) Fuel Cell Electric Vehicle : รถยนต์ประเภทนี้ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน เพียงแต่แหล่งพลังงานนั้นมาจากพลังงานของก๊าซไฮโดรเจน โดยก๊าซไฮโดรเจนจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศที่เซลเชื้อเพลิง ทำให้ได้พลังงานส่งกำลังให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อน แต่อย่างไรก็ตาม FCEV ยังมีข้อจำกัดอย่างสถานีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Station) ปัจจุบันยังมีน้อยอยู่นั่นเอง

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้ง 4 ประเภทจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน แต่ทุกประเภทล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ มุ่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ลดโลกร้อน) ลดมลพิษทางอากาศ สร้างความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน

ต่อไปการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในแต่ละประเภท มีประโยชน์ และข้อจำกัดในตัวเอง ซึ่งรถยนต์ BEV และ PHEV ให้การขับขี่ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และสามารถชาร์จได้จากสถานีชาร์จที่บ้าน หรือสาธารณะ  ในขณะที่ HEV และ FCEV มีระยะทางที่ไกลกว่า และสะดวกสบายกว่า เนื่องจากสามารถเติมเชื้อเพลิงได้เหมือนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม ซึ่งทางเลือกของ EV ขึ้นอยู่กับความต้องการในการขับขี่ ไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบของแต่ละท่านอีกด้วย หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อท่านที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้อย่างแน่นอน

Cr. https://bydmetromobile.com/type-ev-car/

Categories
บทความ

ทำความรู้จักและข้อควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV

ทำความรู้จักและข้อควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV

ทำความรู้จักและข้อควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV

ปัจจุบันเราเห็น รถยนต์ไฟฟ้า EV ตามท้องถนนมากขึ้น เนื่องจากความนิยมที่มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความประหยัดจากค่าเชื้อเพลิงในการเดินทาง หรือการช่วยลดมลพิษ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อมูลที่ควรทราบและให้ความใส่ใจเพื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างราบรื่น วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากดังนี้ค่ะ 

รถยนต์ไฟฟ้า EV คืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้า ก็คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากไฟฟ้าแทนการใช้เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้แบบสันดาป โดยเป็นการใช้พลังงานที่เก็บอยู่ในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งตามประเภทการใช้งานไฟฟ้าได้ 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

  • รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด HEV (Hybrid Electric Vehicle)

รถยนต์ที่ใช้พลังงานแบบผสมระหว่าง น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่าแบบใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว

  • รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)

รถยนต์ที่มีระบบน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกับแบบไฮบริด และมีความสามารถใกล้เคียงกับแบบไฮบริด แต่ต่างกันที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอก หรือ Plug-in ได้

  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% PEVs (Plug-in Electric Vehicles)

รถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวในการขับเคลื่อน หรือมีเพียงแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักเพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อน และเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยมลพิษ หรือ Zero Emission

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า EV

  1. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะประเภท Plug-in Electric Vehicles นั้น จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงอาจทำให้ได้รับส่วนลดการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สิทธิพิเศษทางภาษี หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ค่ะ
     
  2. ประหยัดค่าเชื้อเพลิง
    แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาว เมื่อเทียบดูค่าเชื่อเพลิงแล้วจะประหยัดกว่าเดิมมาก โดยรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนค่าพลังงานในการเดินทางเริ่มต้นที่ประมาณ 0.37 บาท / 1 กิโลเมตร สำหรับรถยนต์ไฮบริด เริ่มต้นที่ประมาณ 1.25 บาท / 1 กิโลเมตร ในขณะที่ รถยนต์น้ำมันทั่วไป เริ่มต้นที่ประมาณ 1.76 บาท / 1 กิโลเมตร
     
  3. ประหยัดค่าซ่อมบำรุง
    เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์แบบสันดาป มีอะไหล่น้อยชิ้น และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จึงทำให้การดูแลรักษาง่ายกว่ารถยนต์แบบใช้น้ำมันทั่วไป และส่งผลให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง 
     
  4. เงียบกว่า
    เนื่องจากกลไกในการขับเคลื่อนไม่ต้องใช้การจุดระเบิดเพื่อเผาไหม้อย่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้า มีเสียงที่เงียบกว่ารถที่ใช้น้ำมันเป็นพลังงานเชื้อเพลิง นอกจากนี้ การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำให้มีแรงบิดมากกว่า อัตราการเร่งจึงดีกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันอีกด้วย
     
  5. มีความอเนกประสงค์
    คุณอาจเคยเห็นรีวิวจากสื่อโซเชียลบ้างแล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้า สามารถเป็นมากกว่ารถยนต์ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีไอเสียทำให้สามารถใช้งานในสถานที่ปิดได้อย่างสบาย ในบางโอกาส คุณจึงสามารถเปิดระบบและเปิดแอร์เพื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสถานที่นั่งเล่น นั่งทำงาน ได้อย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังของรถยนต์ไฟฟ้า EV

  1. ยังมีราคาสูงอยู่
    แม้ว่าจะมีอัตราเชื้อเพลิงที่ต่ำและมีการพัฒนาระบบของรถยนต์อย่างต่อเนื่อง แต่ราคารถยนต์ไฟฟ้าก็ยังค่อนข้างสูงอยู่ เนื่องจากในการผลิตจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูง ทำให้รถยนต์มีราคาสูง ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อก็ยังมีจำนวนน้อย และการผลิตก็น้อยไปตามกลไกการตลาด จึงทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้ายังสูงอยู่ และนอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังมีตัวเลือกไม่มาก มีเพียงไม่กี่ค่ายและไม่กี่รุ่นเท่านั้น   
     
  2. ระยะทางในการขับขี่ที่จำกัด จุดชาร์จไฟยังน้อย
    ระยะทางขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกจำกัดด้วยความจุของแบตเตอร์รี่และประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า และไม่สามารถใช้น้ำมันทดแทนได้ ดังนั้นก่อนออกเดินทางจึงควรมีการคำนวณระยะทางให้รอบคอบก่อน โดยสำรวจเส้นทางว่ามีจุดชาร์จหรือไม่ เพราะแม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมสูงขึ้น แต่สถานบริการชาร์จไฟ ก็ยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
     
  3. ระยะเวลาการชาร์จนานกว่า
    ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอร์รี่จะพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วแล้ว โดยอาจใช้เวลาในการชาร์จเพียง 10-15 นาที สำหรับระยะทางขับขี่อีกเป็นร้อยกิโลเมตร แต่ก็ยังช้ากว่าการเติมน้ำมันเพียง 2-3 นาที และขับไปได้ถึง 500-600 กิโลเมตร ระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้าจึงยังถือเป็นข้อด้อยของรถไฟฟ้าที่ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันอยู่ดี
     
  4. อู่ซ่อมหายากกว่า ซ่อมนานกว่า
    ในปัจจุบันอู่ซ่อมรถยนไฟฟ้ายังมีไม่มาก และอาจใช้เวลาในการซ่อมบำรุงที่นานกว่าปกติ เนื่องจากเป็นระบบไฟฟ้าที่มีความจำเพาะสูง และต้องการช่างที่มีทักษะสูง ดังนั้นหากมีปัญหา ก็ควรนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการเท่านั้น

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV นั้นมีข้อดีหลัก ๆ คือ การประหยัดค่าใช้จ่าย และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนข้อเสียหลัก ๆ ก็จะเป็นความกังวลในเรื่องระยะทางในการขับขี่ และความสะดวกในการหาจุดบริการชาร์จไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขได้โดยการวางแผนเดินทางให้รอบคอบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

Cr. https://www.jaymartinsurance.co.th/page/content-detail/?content=242

Categories
บทความ

ติดตั้ง EV Charger และชาร์จรถไฟฟ้า EV ยังไงให้ประหยัดค่าไฟ?

ติดตั้ง EV Charger และชาร์จรถไฟฟ้า EV ยังไงให้ประหยัดค่าไฟ

หลังจากที่รู้วิธีการเตรียมตัวติดตั้ง EV Charger ที่บ้านไปในบทความที่แล้ว แต่ยังลังเลหรือกำลังตัดสินใจอยู่ วันนี้ซันเดย์มีข้อมูลดีๆ ที่ช่วยในการตัดสินใจมาฝาก ทั้งในเรื่องของงบประมาณในการติดตั้ง ค่าไฟในการชาร์จ และแนะนำวิธีติดตั้งให้ค่าไฟถูกและคุ้มค่าที่สุด

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้านใช้งบประมาณเท่าไหร่?

งบประมาณในการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายหลักๆ จะมี 2 ส่วน คือค่าเปลี่ยนมิเตอร์ และค่า EV Charger ในส่วนของค่าเปลี่ยนมิเตอร์นั้นหากจะต้องเปลี่ยน เราขอแนะนำให้เปลี่ยนเป็นแบบที่การไฟฟ้าแนะนำ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นอยู่ที่ 4,700 บาท แต่หากมิเตอร์เดิมได้มาตรฐานอยู่แล้ว ก็สามารถตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้เลย

และในส่วนของค่า EV Charger โดยทั่วไป ราคาจะอยู่ช่วง 35,000 – 75,000 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของ EV Charger นั้นๆ

ยกตัวอย่างการเลือกซื้อ EV Charger

ตัวอย่างการเลือกซื้อ EV Charger และงบประมาณที่ใช้สำหรับรถ BYD ATTO 3 โดยเลือกซื้อ EV Charger ที่มีหัวชาร์จแบบ Type 2 กำลังไฟ 7.4 kW พร้อมบริการติดตั้ง ราคา 55,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมิเตอร์ 4,700 บาท รวมงบประมาณทั้งหมด 59,700 บาท ก็สามารถใช้ EV Charger ที่บ้านได้เลย


ชาร์จรถ EV ครั้งหนึ่ง เสียค่าไฟกี่บาท?

รถ EV ขนาดกลางโดยทั่วไปจะมีความจุของแบตเตอรี่อยู่ที่ 25 – 40 kWh ซึ่ง 1 kWh จะใช้ไฟในการชาร์จ 1 หน่วย ยกตัวอย่างเช่นรถ BYD ATTO 3 ที่มีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 60 kWh หากชาร์จแบตเตอรี่ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 100% จะใช้ไฟในการชาร์จทั้งหมด 60 หน่วย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว 1 kWh จะวิ่งในเมืองได้ประมาณ 5 km ดังนั้น BYD ATTO 3 ที่ใช้ไฟในการชาร์จ 60 หน่วย ก็จะวิ่งได้ประมาณ 300 km ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเมื่อนำมาคำนวนค่าไฟกับมิเตอร์ที่ใช้อัตราต่างกันจะพบว่าต้องเสียค่าไฟดังนี้

ติดตั้ง EV Charger ยังไงให้ประหยัดค่าไฟ?

คำถามข้อนี้หลายๆ คนอาจสงสัยว่าการติดตั้งที่ต่างไป จะช่วยลดค่าไฟได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ เพราะการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้า กับมิเตอร์แต่ละแบบจะมีการคิดค่าไฟต่างกัน เห็นได้จากรูปด้านบน ดังนั้นการติดตั้ง EV Charger กับมิเตอร์ที่มีการคิดค่าไฟแบบอัตราปกติ อาจทำให้ค่าไฟแพงได้ เพราะค่าไฟตามบ้านทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 4.8 บาท แต่ถ้าหากเรามีการใช้อัตราการคิดค่าไฟแบบ TOU และใช้ EV Charger หลัง 22.00น. ก็อาจทำให้ค่าไฟลดเหลือเพียงแค่หน่วยละ 2.6 บาท

อัตรา TOU คืออะไร? อัตรา TOU (Time of Use) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ คือการคิดค่าไฟอีกแบบหนึ่งของการไฟฟ้า ที่จะคิดอัตราค่าไฟในช่วงกลางวันกับกลางคืนต่างกัน คือ

  • ช่วง 09.00น. – 22.00น.จะมีอัตราค่าไฟประมาณหน่วยละ 5.8 บาท 
  • ช่วง 22.00น.- 09.00น. จะมีอัตราค่าไฟประมาณหน่วยละ 2.6 บาท 

ดังนั้นการใช้อัตราค่าไฟแบบ TOU จึงเหมาะกับคนที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน การใช้ในอัตรานี้จะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากกว่านั่นเอง

แต่หากปกติที่บ้านมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเยอะกว่ากลางคืน การใช้มิเตอร์ของบ้าน และใช้อัตราการคิดแบบ TOU อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี เพราะอย่าลืมว่าหากเรามีการใช้ไฟฟ้าในช่วง 9.00 – 22.00 น. ค่าไฟจะสูงถึงหน่วยละ 5.8 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราแบบปกติที่หน่วยละ 4.8 บาท ดังนั้นคุณควรประเมิณก่อนว่าที่บ้านใช้ไฟฟ้าของที่บ้านก่อน 

หากที่บ้านมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันแต่ชาร์จรถ EV แค่ช่วงกลางคืน ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ยังมีอีกตัวเลือกหนึ่งมาให้ผู้ใช้รถ EV นั่นก็คือ การติดมิเตอร์เพิ่มอีก 1 มิเตอร์ เพื่อใช้สำหรับการชาร์จรถ EV โดยเฉพาะ โดยมิเตอร์นี้ก็สามารถใช้อัตราค่าไฟแบบ TOU ได้ อีกทั้งมิเตอร์ที่มีอยู่ยังคงใช้ได้ปกติอยู่นั่นเอง ซึ่งวิธีนี้ก็จะเป็นวิธีที่ประหยัดค่าไฟได้มากที่สุด แต่ก็มีเงื่อนไขคือ บ้านที่จะติดมิเตอร์แยกได้ จะต้องเป็นบ้านที่อยู่ในเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเท่านั้น เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงในปัจจุบันยังไม่สามารถติดมิเตอร์เพิ่มได้นั่นเอง

หากสนใจเปลี่ยนการคิดค่าไฟมาเป็นอัตราแบบ TOU ก็สามารถยื่นขอกับการไฟฟ้าได้เลย โดยพื้นที่เขตการไฟฟ้านครหลวง สามารถขอใช้อัตราแบบ TOU ได้ที่ https://eservice.mea.or.th/measy/main.jsf หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร 1130 ส่วนพื้นที่เขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สามารถยื่นคำร้องขอคิดอัตราค่าไฟแบบ TOU และขอติดมิเตอร์เพิ่มได้ที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร 1129 


เห็นไหมว่าการชาร์จรถ EV ครั้งหนึ่ง ใช้ค่าไฟสูงสุดไม่ถึง 300 บาท แต่วิ่งได้ถึง 300 km ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันของรถยนตร์ปกติ ดังนั้นการติดตั้ง EV Charger หรือที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านนั้นก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคนที่ยังลังเลหรือไม่แน่ใจว่าจะซื้อรถ EV ดีหรือไม่ ซันเดย์หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ

Cr. https://easysunday.com/blog/use-ev-charger-saving-electricity/

Categories
บทความ

รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องชาร์จไฟยังไง?

รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องชาร์จไฟยังไง?

อย่าเพิ่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ถ้ายังไม่รู้สิ่งนี้! วิธีการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ผู้ใช้งานควรรู้

รถยนต์ไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน 100% โดยไม่มีเครื่องยนต์อยู่ภายในตัวรถ แต่จะแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ลูกใหญ่แทน ซึ่งแน่นอนว่าแบตเตอรี่ย่อมมีวันหมดไฟ จึงต้องหาวิธีคงสภาพหรือเติมไฟให้แบตเตอรี่ใช้งานต่อไปได้

ช่วงนี้เรียกได้ว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงมาก ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ก็น่าจะมาจากสภาวะน้ำมันแพง และราคาผันผวนทุกวัน บวกกับดีไซน์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่แปลกตา แต่สวยล้ำนำสมัย และมาในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่ารถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป ทำให้หลายคนสนใจอยากลองใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งข้อดีอีกหนึ่งอย่างของรถยนต์ไฟฟ้าก็คือ ช่วยลดมลพิษในอากาศได้ เพราะในระหว่างการใช้งานไม่มีกระบวนการเผาไหม้ใด ๆ เกิดขึ้น (Zero Emission) นั่นเอง

แต่ข้อด้อยที่เห็นได้ชัดในตอนนี้ก็คือ มีสถานีชาร์จไฟรถยนต์ยังไม่ครอบคลุมเท่าไหร่ ทำให้ไม่ค่อยสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ แต่เชื่อว่าในอนาคตน่าจะมีจุดให้บริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นภายใน 5 ปีนี้

Editors%2 Fimages%2 F1652852483931 Two Charging Electric Cars Charge Station City+%281%29

(เครดิตรูปภาพ: Freepik)

เชื่อว่าตอนนี้หลายท่านน่าจะกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเดินหน้ากับรถยนต์เชื้อเพลงหรือไฮบริดต่อไป หรือจะมุ่งไปรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวเลยดี แต่ก่อนจะฟันธงอะไร อยากให้ทุกคนได้รู้ก่อนว่า การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีกี่วิธี และจริง ๆ แล้วเราสามารถชาร์จที่บ้านของตัวเองได้เลย โดยไม่ต้องไปตามจุดบริการต่าง ๆ

สำหรับใครที่มีที่พักอาศัยเป็นของตัวเอง ถือว่าสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามาก เพราะแค่ปรับเปลี่ยนอะไร ๆ นิดหน่อย ก็สามารถสร้างระบบชาร์จเองได้เลย มาดูกันว่าถ้าต้องการติดตั้งระบบชาร์จไฟรถยนต์ในบ้าน ต้องทำยังไงบ้าง?

1. เปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าให้ใหญ่ขึ้น โดยแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ขนาด 30(100) เพื่อไม่ให้เกิดการใช้กำลังไฟที่มากจนเกินไป

2. เปลี่ยนสายเมนและลูกเซอร์กิต (MCB) ให้ใหญ่ขึ้น โดยสายเมนแนะนำให้ใช้ขนาด 25 ตร.มม. และลูกเซอร์กิตเป็นขนาด 100(A) เพื่อให้การใช้งานสัมพันธ์กัน

3. ดูว่าในตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) ยังมีช่องว่างให้ติดตั้ง Circuit Breaker อีกสักช่องนึงไหม เพราะการชาร์จไฟรถควรแยกของตัวเองต่างหาก ไม่ควรใช้รวมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

4. ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) เพื่อให้เกิดการตัดไฟอัตโนมัติเมื่อกระแสไฟไหลผ่านเข้าออกไม่ปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือเกิดเพลิงไหม้ได้ แต่ถ้าสายชาร์จมีระบบตัดไฟอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งเพิ่มก็ได้

5. ใช้เต้ารับ (EV Socket) ชนิด 3 รู (มีสายต่อหลักดิน) ที่สามารถทนกระแสไฟฟ้าต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 16(A)

Editors%2 Fimages%2 F1652852627325 3d Electric Car Charging Parking Lot

(เครดิตรูปภาพ: Freepik)

ในปัจจุบันการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ และมีระยะเวลาในการชาร์จที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่

1. การชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charge): เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากตัวเต้ารับโดยตรง หรือการเสียบชาร์จโดยตรงกับไฟบ้านนั่นเอง ใช้เวลาในการชาร์จ 1 รอบประมาณ 12-16 ชั่วโมง

2. การชาร์จแบบรวดเร็ว (Double Speed Charge): เป็นการชาร์จจากเครื่องชาร์จ EV Charger ซึ่งคุณสามารถซื้อมาติดตั้งไว้ใช้งานที่บ้านได้เช่นกัน และในรถบางรุ่นจะมีแถมเป็นโปรโมชันให้ด้วย ซึ่งเครื่องชาร์จนี้จะช่วยชาร์จแบตให้เต็มเร็วขึ้น โดยใช้เวลาในการชาร์จ 1 รอบประมาณ 6-8 ชั่วโมง

3. การชาร์จแบบด่วน (Quick Charge): เป็นการชาร์จไฟฟ้าตรงเข้ากับแบตเตอรี่เลย โดยใช้เวลาชาร์จจาก 0-80% จะใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการชาร์จรูปแบบนี้ มักจะเห็นได้ตามสถานีบริการต่าง ๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการชาร์จ แต่ข้อเสียคือการชาร์จแบบนี้อาจทำให้แบตเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้

รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะจากการลองคำนวณคร่าว ๆ แล้ว การชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าให้เต็ม 1 รอบ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 236.8 บาท สามารถวิ่งได้ 350 กิโลเมตร จะตกอยู่ที่กิโลเมตรละ 1.4 บาท ส่วนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ประมาณกิโลเมตรละ 3-5 บาท ประหยัดกว่าเห็น ๆ!

Cr. https://www.motorist.co.th/article/1458/how-do-you-charge-an-ev-car

Categories
บทความ

โหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีกี่โหมด

โหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีกี่โหมด

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการใช้รถไฟฟ้า EV คือ โหมดการชาร์จที่หลากหลายสำหรับผู้ใช้ โหมดการชาร์จเหล่านี้จะกำหนดความเร็วที่ EV สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการเดินทางที่ยาวนานขึ้นหรือเพิ่มประสิทธิภาพกิจวัตรการชาร์จในแต่ละวัน ในบทความนี้ เราจะมาศึกษารายละเอียดโหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ และความแต่ละโหมดการชาร์จเหล่านี้กัน

โหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

มาตรฐานสากล IEC 61851-1 ระบบการชาร์จแบบนำไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า กำหนดโหมดการชาร์จ 4 โหมด ดังนี้

  • โหมด 1 เต้ารับมาตรฐาน สำหรับการติดตั้งภายในประเทศ
  • โหมด 2 เต้ารับมาตรฐานพร้อมอุปกรณ์จ่ายไฟ AC EV สำหรับในประเทศ
  • โหมด 3 อุปกรณ์ AC EV เชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟ AC แบบถาวร
  • โหมด 4 อุปกรณ์จ่ายไฟ DC EV
 

โหมด 1

โหมด 1 เป็นวิธีการเชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับเต้ารับมาตรฐานบนแหล่งจ่ายไฟ AC โดยใช้สายเคเบิลและเต้ารับมาตรฐาน โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมใดๆ สามารถต่อกับปล๊กไฟในบ้าน

ค่าพิกัดสำหรับกระแสและแรงดันไฟฟ้า ต้องไม่เกิน:

  • 16 A และ 250 V AC สำหรับเฟสเดียว
  • 16 A และ 480 V AC สำหรับการติดตั้งสามเฟสตามมาตรฐาน IEC 61851-1

เนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังงานนี้ ระยะเวลาในการชาร์จจึงใช้เวลาหลายชั่วโมง สำหรับโหมด 1 ถือว่าเป็นโหมดที่ง่ายที่สุด แต่เนื่องจากไม่มีวงจรหรืออุปกรณ์เฉพาะสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จึงทำให้มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  1. เบรกเกอร์ทริป เนื่องจากช่องเสียบชาร์จที่ใช้วงจรขาออกของแผงสวิตช์เดียวกันกับปลั๊กไฟอื่นๆ หากผลรวมของการใช้พลังงานเกินขีดจำกัดการป้องกัน (โดยทั่วไปคือ 16A) เบรกเกอร์จะตัดการทำงาน และหยุดการชาร์จไฟรถยนต์ทันที
  2. ความเสี่ยงจากไฟไหม้หรือไฟฟ้าช็อต ในกรณีที่ระบบการเดินสายไฟล้าสมัยหรือการเดินสายแบบเก่า เพราะการชาร์จโหมดนี้ สายไฟจะร้อนขึ้นเมื่อมีการชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลานาน

สำหรับความเสี่ยงและข้อจำกัดเหล่านี้ การใช้โหมดนี้จึงมีข้อจำกัดและแม้กระทั่งถูกห้ามในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา

ข้อแนะนำการชาร์จ: ไม่นิยมให้ใช้งาน

 

ภาพโหมดการชาร์จ EV Mode 1: เต้ารับมาตรฐานและสายเคเบิล สำหรับการติดตั้งภายในประเทศ

โหมด 2

โหมดการชาร์จ 2 เป็นวิธีการเชื่อมต่อกับรถ EV เข้ากับเต้ารับมาตรฐาน โดยมีอุปกรณ์ควบคุมและระบบป้องกันผู้ใช้งานจากไฟฟ้าช็อต ติดตั้งรวมอยู่ในสายเคเบิลระหว่างเต้ารับมาตรฐานและรถไฟฟ้า EV

ค่าพิกัดกระแสไฟฟ้าต้องไม่เกิน 32 A และแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 250 V AC (1 Phase) หรือแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 480 V AC (3 Phase) ตามที่กำหนดไว้ใน IEC 61851-1

โหมดนี้แนะนำเฉพาะการติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในบ้านเท่านั้น โดยปกติแล้วสายเชื่อมต่อจะมาพร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับโหมด 1 ที่ใช้เต้ารับไฟฟ้าแบบมาตรฐาน แต่ในโหมด 2 นี้ อุปกรณ์ป้องกันและเต้ารับควรจะสามารถจ่ายกระแสไฟชาร์จได้ 32A ซึ่งโดยปกติจะไม่ใช่กรณีของวงจรปลั๊กไฟมาตรฐานตามบ้านเรือนทั่วไป แนะนำว่าใช้การชาร์จโหมด 2 เมื่อกรณีจำเป็นเท่านั้น

ข้อแนะนำการชาร์จ: เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัย อาคารชุด อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์

 

ภาพโหมดการชาร์จ EV Mode 2: เต้ารับมาตรฐานพร้อมสายเคเบิลพิเศษ เชื่อมกับระบบควบคุมและป้องกันไฟฟ้า

โหมด 3

สำหรับการชาร์จโหมด 3 รถไฟฟ้า EV จะถูกชาร์จด้วยอุปกรณ์เฉพาะที่เรียกว่า สถานีชาร์จ EV (EV Charger) ที่เชื่อมต่อถาวรกับแหล่งจ่ายไฟแบบ AC และมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและควบคุมเข้าด้วยกัน

เนื่องจากโหมด 3 นั้นใช้ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV เฉพาะ ที่ไม่ใช่เต้ารับมาตรฐาน ซึ่งช่วงกำลังไฟจึงสูงกว่า ชาร์จไฟได้ตั้งแต่ 3.7kW ถึง 22kW AC ช่วงกำลังไฟที่สูงกว่านี้ ทำให้สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็ว เมื่อเทียบกับโหมด 1 และโหมด 2

และการเพิ่มสายนำร่องภายในสายชาร์จช่วยให้สามารถสื่อสารระหว่างรถยนต์และอุปกรณ์ชาร์จผ่านโปรโตคอลมาตรฐาน นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถใช้งานฟังก์ชันการควบคุม เช่น

  • การตรวจสอบว่ารถยนต์ไฟฟ้าเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จ่าย EV อย่างถูกต้อง
  • การตรวจสอบความสมบูรณ์ของตัวนำป้องกันอย่างต่อเนื่อง
  • การเพิ่มพลังงานและการลดพลังงานของแหล่งจ่ายไฟ
  • การส่งข้อมูลเกี่ยวกับกระแสสูงสุดที่อนุญาต

ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แนะนำให้ใช้โหมด 3 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:

  • การใช้แบตเตอรี่เฉพาะ และวงจรไฟฟ้าอิสระช่วยลดความเสี่ยงในการเชื่อมต่อกับการติดตั้งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จึงรับประกันความปลอดภัยของทรัพย์สินและผู้คน ฟังก์ชัน
  • ฟังก์ชั่นการควบคุมที่จะจัดการระยะเวลาการชาร์จของรถยนต์และปรับการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการชาร์จแบตเตอรี่อย่างเหมาะสมและรักษาอายุการใช้งาน

ข้อแนะนำการชาร์จ: ใช้ได้กับทุกพื้นที่

 

ภาพโหมดการชาร์จ EV  Mode 3: วงจรเฉพาะและระบบการชาร์จเฉพาะ (เครื่องชาร์จ EV) ผสานรวมฟังก์ชันการป้องกันและการควบคุม

โหมด 4

ในโหมด 4 การชาร์จทำได้ผ่านอุปกรณ์จ่ายไฟกระแสตรง DC เรียกว่า สถานีชาร์จ EV (EV Charger) ซึ่งเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ส่งกระแสไปยังแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV โดยตรง ไม่ผ่านเครื่องชาร์จแบบ on-board การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สามารถทำได้เร็วกว่าโหมดชาร์จ 1, 2 และ 3 มาก เนื่องจากช่วงการชาร์จพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 50kW

ข้อแนะนำการชาร์จ: เหมาะสำหรับอาคารชุด อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ และสถานีชาร์จ EV Station

 

โหมดการชาร์จ EV Mode 4: อุปกรณ์จ่ายไฟ DC EV โดยเฉพาะ เพื่อการชาร์จ EV ที่รวดเร็ว

การทำความเข้าใจโหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ EV ที่ทำให้การเดินทางของคุณยาวนานขึ้น การเลือกโหมดการชาร์จรถ EV นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ พฤติกรรมการขับขี่ และความพร้อมของสถานีชาร์จในละแวกบ้านหรือพื้นที่นั้นๆ สำหรับระบบชาร์จ EV สามารถพัฒนาได้อย่งต่อเนื่อง ยิ่งการชาร์จสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นก็จะทำให้คนเข้าถึงการใช้รถไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งการใช้รถพลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ใช้พลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไลฟ์สไตล์การขับขี่บนท้องถนนยุคใหม่ พร้อมเริ่มต้นที่นี่แล้ว! เลือกซื้อ EV Charger และค้นหาสินค้าเหมาะสม สำหรับการใช้งานบนท้องถนน เพื่อให้รถของคุณเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกพลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยีการชาร์จที่ล้ำสมัย !!

Cr. https://mall.factomart.com/ev-charging-modes/

Categories
บทความ

รถไฟฟ้าดีไหม? มาดูจุดเด่นของรถไฟฟ้า EV ก่อนตัดสินใจซื้อ

รถไฟฟ้าดีไหม? มาดูจุดเด่นของรถไฟฟ้า EV ก่อนตัดสินใจซื้อ

กระแสรถ EV ในตลาดรถยนต์ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยเรื่องของดีไซน์และราคาที่จับต้องได้มากขึ้น อีกทั้งหลายแบรนด์มีการปรับตัวและพัฒนารถรุ่นใหม่ ๆ ออกมา เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ทำให้หลายคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันแรกหรืออยากออกรถใหม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ข้อเสียรถ EV จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ารถไฟฟ้า EV ยังคงได้รับความนิยมเนื่องจากมีข้อดีและจุดเด่นที่คุ้มค่ากว่า เงินติดล้อจึงได้รวบรวม  5 จุดเด่นที่จะทำให้หลายคนตัดสินใจเลือกใช้รถเก๋งไฟฟ้านี้

รถไฟฟ้า EV คืออะไร?

รถไฟฟ้า EV คืออะไร?

รถไฟฟ้า EV คือ รถยนต์ประเภทหนึ่งที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้แบบสันดาป อย่างเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซิน การทำงานของรถไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปในการขับเคลื่อน โดยจะเก็บพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ในแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ด้วยการเสียบปลั๊กรถยนต์เข้ากับเต้ารับไฟฟ้าที่บ้านหรือสถานีชาร์จ และแปลงพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งจะแตกต่างจากเครื่องยนต์แบบสันดาปที่ขับเคลื่อนด้วยการเผาไหม้ส่วนผสมของเชื้อเพลิงซึ่งก็คือน้ำมันกับอากาศ โดยแรงระเบิดจากการเผาไหม้นั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ รถไฟฟ้า EV เป็นรถที่ใช้ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันนั่นเอง

ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เช่น Tesla, BYD, NETA, ORA, MG, Volvo, AUDI, BMW เป็นต้น

ประเภทของรถไฟฟ้า EV

  1. รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid electric vehicle: HEV)
  2. รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV)
  3. รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV)

โดยรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภทจะใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด แต่ PHEV จะมีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปด้วย ส่วน HEV จะใช้ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินร่วมกัน

5 จุดเด่นของรถไฟฟ้า EV ที่หลายคนเลือกใช้

 

นอกจากจุดเด่นเรื่องประหยัดค่าน้ำมันและเทคโนโลยีทันสมัยต่าง ๆ ที่มากับรถไฟฟ้า EV เช่น ระบบควบคุมความเร็ว ระบบช่วยรักษาเลน หรือระบบเบรกฉุกเฉินแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังมีจุดเด่นอีกหลายอย่างที่บอกได้เลยว่า จะช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าเป็นรถยนต์คันใหม่ในเร็ว ๆ นี้ได้อย่างแน่นอน 

1. ไม่สร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อม

ถือเป็นข้อได้เปรียบและจุดเด่นของรถไฟฟ้า EV เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการขับเคลื่อนรถยนต์ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก จึงไม่มีการปล่อยก๊าซจากท่อไอเสียรถโดยตรง ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือมลพิษอื่น ๆ ออกสู่อากาศ โดยทั่วไปรถเก๋งไฟฟ้าเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อชาร์จด้วยแหล่งพลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน ซึ่งต่างจากรถเครื่องยนต์แบบสันดาปที่ขับเคลื่อนด้วยการเผาไหม้ส่วนผสมของเชื้อเพลิง ซึ่งจะมีการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หรือก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)

2. ลดการใช้พลังงาน

เพราะกระบวนการผลิตไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รถไฟฟ้า EV จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการหันไปใช้พลังงานทดแทนได้ เช่น พลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งรถ EV จะนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่า จึงช่วยลดการใช้พลังงานได้มากกว่า ต่างจากเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลที่จะสิ้นเปลืองพลังงานส่วนใหญ่จากเชื้อเพลิงไปเป็นพลังงานความร้อนนั่นเอง

3. การเร่งความเร็วที่ราบรื่นและรวดเร็ว

แรงบิดที่พร้อมใช้งานทันทีในรถ EV ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ราบรื่นและรวดเร็วเป็นพิเศษ ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าขึ้นชื่อเรื่องแรงบิดที่เป็นเอกลักษณ์นี้ สามารถส่งแรงบิดสูงสุดตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเหยียบคันเร่ง แตกต่างจากเครื่องยนต์แบบสันดาปที่จะต้องรอให้ถึงความเร็วรอบ RPM (รอบต่อนาที) เพื่อให้ได้แรงบิดสูงสุด จึงส่งแรงบิดได้ช้ากว่า แรงบิดที่พร้อมใช้งานทันทีในรถ EV นี้ ไม่เพียงแต่ให้อัตราเร่งที่เร้าใจและตอบสนองได้อย่างที่ต้องการ แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยในการควบคุมรถอีกด้วย ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ขับขี่จำนวนมาก

4. การบำรุงรักษาน้อยกว่า

องค์ประกอบสำคัญของรถ EV คือ มอเตอร์และแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่ของรถ EV สมัยใหม่ออกแบบให้มีความทนทานและใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยในแต่ละครั้งที่นำรถเข้าศูนย์จะมีการบำรุงรักษา 4 ส่วนสำคัญคือ ระบบขับเคลื่อน ระบบเบรก ระบบระบายความร้อน และการกรองอากาศเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแบบเดิม ๆ ด้วยการบำรุงรักษาที่น้อยกว่านี้ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า อย่างไรก็ตามการนำรถเข้าศูนย์เช็กระยะ อาจมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างออกไปได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้า และลักษณะการใช้งานของผู้ขับขี่แต่ละคนด้วย

5. การเบรกเพื่อชาร์จไฟ

การเบรกเพื่อชาร์จไฟ หรือ Regenerative Braking เป็นระบบเบรกของรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถกักเก็บพลังงานจลน์บางส่วนเพื่อนำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อมีการเร่งความเร็วใหม่ ระบบการเบรกนี้จะจับพลังงานระหว่างการเบรกและใช้เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ตลอดการเดินทาง จึงช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกและยืดอายุการใช้งานได้ การเบรกเพื่อชาร์จไฟจึงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cr. https://www.tidlor.com/th/article/lifestyle/car-knowledge/benefits-electric-vehicles

Categories
บทความ

เทคโนโลยีการชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้า EV Charging

เทคโนโลยีการชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้า EV Charging

รูปแบบการชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้า

ปัจจุบันเทคโนโลยีการชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV Charging สามารถแบ่งได้เป็น 2ประเภทหลัก ได้แก่ 1. การชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำ (Conductive Charging) และ 2. การชาร์จไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Inductive Charging) หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้สาย (Wireless Charging)
1. การชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้าผ่านตัวนำ (Conductive Charging)
เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไปยังรถยนต์ไฟฟ้าโดยใช้สายชาร์จเคเบิล เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความซับซ้อนน้อย ทำให้การชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน สำหรับการชาร์จไฟฟ้าผ่านตัวนำนั้น สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 .ประเภท แสดงดังรูปที่ 1ดังนี้
1.1 การชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้าแบบปกติ (Normal Charge)
ซึ่งเป็นการชาร์จประจุไฟฟ้าด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charger) ผ่านอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าที่ติดตั้งภายในรถยนต์ไฟฟ้า (On-Board Charger) จะมีขนาด 4.3 kW และ 6.6 kW สำหรับการชาร์จประจุไฟฟ้าแบบ 1 เฟส ไปจนถึง 11 kW และ 22 kW สำหรับระบบการชาร์จไฟฟ้าแบบ 3 เฟส ซึ่งการชาร์จประจุไฟฟ้ากระแสสลับที่ 22 kW จะเรียกว่าการชาร์จประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบกึ่งเร็ว (AC Semi-Quick Charge) และผ่านอุปกรณ์ Inverter เพื่อเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อชาร์จประจุในแบตเตอรี่ต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปจะรองรับกระแสไฟฟ้าได้เพียง 16-32A ดังนั้น การชาร์จไฟฟ้าในรูปแบบนี้เหมาะสำหรับการชาร์จประจุไฟฟ้าที่ สำนักงาน หรือที่จอดรถสาธารณะที่เปิดให้จอดรถยนต์ได้เป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 1-2ชั่วโมง)
1.2 การชาร์จประจุรถยนต์ไฟฟ้าแบบเร็ว (Quick Charge)
ซึ่งเป็นการชาร์จประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) เข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง โดยมีระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Manage-ment System: BMS) ทำหน้าที่ควมคุมการชาร์จประจุ การชาร์จประจุไฟฟ้าแบบเร็วสามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าในการชาร์จไฟฟ้าได้สูงเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดเรื่อง On-Board Charger โดยทั่วไปสามารถชาร์จประจุไฟฟ้าครึ่งหนึ่งของความจุแบตเตอรี่ได้ภายในระยะเวลาเพียง 10-15 นาทีและเนื่องจากเป็นการชาร์จประจุไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงต้องการแหล่งจ่ายไฟฟ้า 3เฟส ที่มีพิกัดกระแสสูง การชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงมักเป็นการใช้งานในแหล่งสาธารณะซึ่งต้องการความรวดเร็วในการชาร์จประจุไฟฟ้า
CR : www.ananindustry.com
Categories
บทความ

รถยนต์ไฟฟ้า EV คืออะไร?

รถยนต์ไฟฟ้า EV คืออะไร?

รถ EV คืออะไร? รถ EV คือ รถไม่ใช้น้ำมัน ย่อมาจากคำว่า Electric Vehicle แปลตรงตัวคือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แบบ 100% และมีคุณสมบัติทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาหลักของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน สามารถแทนที่รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เผาไหม้แบบสันดาปภายใน (ICE หรือ Internal Combustion Engine) ที่เราขับกันอยู่ทุกวันนี้ได้ ตั้งแต่เรื่องของชิ้นส่วนรถยนต์ ประสิทธิภาพของยานยนต์ ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม

  1. ชิ้นส่วนที่ต้องการการบำรุงรักษาของรถยนต์ไฟฟ้า EV มีน้อยกว่า
    รถยนต์ไฟฟ้า EV มีชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ น้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป เช่น ไม่มีระบบเครื่องยนต์-ชุดเกียร์ และส่วนที่ทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ก็ใช้เพียงแค่แบตเตอร์รี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ทำให้การดูแล ซ่อมแซมไม่สร้างภาระหนักเท่ารถยนต์แบบเดิม ไม่ว่าจะน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์ก็ไม่ต้องมาคอยเปลี่ยน แถมการทำงานไม่ซับซ้อน ซ่อมง่าย ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย
  2. ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบและเหนือระดับกว่า
    หากคุณเคยลองสัมผัสกับรถยนต์ไฟฟ้า EV สักครั้งจะต้องติดใจ เพราะว่าให้ประสบการณ์การขับที่เหนือระดับจริง ทั้งในเรื่องของความเงียบจากการที่ไม่มีเครื่องยนต์คอยทำงานเผาไหม้เสียงดังหรือเครื่องทำงานกระชาก สามารถควบคุมอัตราการเร่งได้ตามที่ใจต้องการ ขับลุยน้ำได้ในกรณีฉุกเฉินไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพียงแต่ต้องศึกษาข้อควรระวังให้ดีว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ในรุ่นนั้นๆ มีระบบที่เรียกว่า Hydrolock หรือไม่
  3. ในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า
    นอกจากจะประหยัดในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแล-ซ่อมแซมส่วนต่างๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายพวกพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ก็ถูกกว่าหลายเท่า ซึ่งมีผู้ใช้งานรถยนต์ EV เคยออกมาเปิดเผยว่า สามารถ ประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือนไปได้หลายพันเลยทีเดียว ซึ่งในจุดนี้ ทำให้ใครที่เลือกรถยนต์แบบสันดาป เพราะผ่อนต่อเดือนถูกอาจจะต้องคิดใหม่ หากเทียบค่าใช้จ่ายบำรุงดูแลและค่าพลังงานแล้วรถยนต์ไฟฟ้าอาจถูกกว่าก็เป็นได้ แถมจะชาร์จแบตเตอร์รี่จากตามสถานีชาร์จหรือที่บ้าน เพื่อความสะดวกสบายและประหยัดเวลาก็ได้เช่นกัน นับเป็นทางเลือกยานยนต์ที่น่าสนใจมากที่เดียว
  4. ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
    ต่อไป “รักษ์โลก” และ “ดูแลสิ่งแวดล้อม” จะไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องลงมือทำ จะเห็นได้จากนโยบายหลากหลายประเทศที่เริ่มออกมารองรับ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้น รวมถึงไทยเองที่มีนโยบายภาษีแบตเตอร์รี่ต่ำกว่า ลดภาษีสรรพสามิต ส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้ผลิต ฯลฯ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี และสามารถเลี่ยงการใช้พลังงานสิ้นเปลือง เน้นใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้จนส่งผลกระทบต่อมลภาวะ

CR : https://www.thaiparker.co.th/th/articles/chemical-products/what-is-electric-vehicle-trends-thailand