Categories
บทความ

10 แอป ที่คนใช้รถไฟฟ้าต้องมีติดมือถือ

10 แอปที่คนใช้รถไฟฟ้าควรมีติดมือถือ

การใช้รถไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แอปพลิเคชันหลายตัวสามารถช่วยให้ผู้ใช้จัดการการเดินทางและการชาร์จพลังงานได้สะดวก นี่คือ 10 แอปที่คนใช้รถไฟฟ้าควรมีติดมือถือ

1. PlugShare

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานี เช่น ประเภทของหัวชาร์จ, ราคาค่าชาร์จ, และความคิดเห็นจากผู้ใช้คนอื่น
ประโยชน์: ใช้งานได้ทั่วโลกและมีฐานข้อมูลที่กว้างขวาง

2. ChargePoint

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาสถานีชาร์จของ ChargePoint และอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตร จัดการการชาร์จและการชำระเงินผ่านแอป
ประโยชน์: ให้ข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับสถานะของสถานีชาร์จ

3. EVgo

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาและจองสถานีชาร์จของ EVgo ตรวจสอบการชาร์จและการชำระเงิน
ประโยชน์: เหมาะสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา มีเครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูง

4. Electrify America

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาสถานีชาร์จของ Electrify America ดูราคาและสถานะของสถานี
ประโยชน์: มีสถานีชาร์จที่รองรับการชาร์จแบบเร็ว DC

5. Tesla

ฟังก์ชันหลัก: ควบคุมและตรวจสอบสถานะรถ Tesla, ค้นหาสถานี Supercharger, จัดการการชาร์จและการชำระเงิน
ประโยชน์: ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์ Tesla

6. A Better Routeplanner (ABRP)

ฟังก์ชันหลัก: วางแผนเส้นทางเดินทางสำหรับรถไฟฟ้าโดยคำนึงถึงระยะทางและสถานีชาร์จ
ประโยชน์: ช่วยคำนวณระยะทางและการใช้พลังงานในเส้นทาง

7. MyGreenCar

ฟังก์ชันหลัก: วิเคราะห์การขับขี่และเสนอแนะวิธีการขับขี่ที่ประหยัดพลังงาน
ประโยชน์: ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถไฟฟ้า

8. Nextcharge

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาสถานีชาร์จรถไฟฟ้าทั่วโลกและตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน
ประโยชน์: มีข้อมูลสถานีชาร์จจากผู้ใช้จริงและอัปเดตข้อมูลสถานีเป็นระยะ

9. Open Charge Map

ฟังก์ชันหลัก: ฐานข้อมูลแบบเปิดสำหรับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าทั่วโลก
ประโยชน์: ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลสถานีชาร์จใหม่ๆ เข้าไปในแอปได้

10. EV Hotels

ฟังก์ชันหลัก: ค้นหาที่พักที่มีสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
ประโยชน์: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไกลและต้องการสถานที่พักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการชาร์จรถไฟฟ้า
แอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยให้การใช้รถไฟฟ้าสะดวกสบายมากขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางระยะไกล


Categories
บทความ

การเลือกแผงโซล่าเซลล์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้าน

การเลือกแผงโซล่าเซลล์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้าน

การเลือกแผงโซล่าเซลล์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้านควรพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่ากับการลงทุน ดังนี้:

ขนาดและพื้นที่ติดตั้ง

    • วัดพื้นที่หลังคาหรือพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์อย่างละเอียด
    • คำนวณพื้นที่ว่างที่สามารถติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ได้ โดยคำนึงถึงทิศทางการติดตั้งและความเงียบของพื้นที่

ทิศทางและมุมเอียง

    • ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในซีกโลกเหนือคือทิศใต้ เพื่อให้รับแสงแดดได้มากที่สุด
    • มุมเอียงของแผงควรสอดคล้องกับละติจูดของสถานที่เพื่อให้แผงรับแสงแดดได้เต็มที่

ประเภทของแผงโซล่าเซลล์

    • แผงโซล่าเซลล์โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Solar Panels): มีประสิทธิภาพสูงและการใช้พื้นที่น้อย แต่ราคาสูงกว่า
    • แผงโซล่าเซลล์โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Solar Panels): มีประสิทธิภาพน้อยกว่าและใช้พื้นที่มากกว่า แต่ราคาถูกกว่า
    • แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง (Thin-Film Solar Panels): มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา แต่ประสิทธิภาพต่ำและใช้พื้นที่มาก

ความต้องการพลังงาน

    • คำนวณปริมาณพลังงานที่บ้านของคุณต้องการใช้ต่อวัน โดยพิจารณาจากการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ
    • เลือกขนาดแผงโซล่าเซลล์ที่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอกับความต้องการ

ประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์

    • ตรวจสอบค่าเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์ (Conversion Efficiency) ที่ระบุในข้อมูลผลิตภัณฑ์
    • เลือกแผงที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ได้พลังงานมากที่สุดในพื้นที่ที่มีจำกัด

ความทนทานและการรับประกัน

    • เลือกแผงโซล่าเซลล์จากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือและมีการรับประกันที่ดี
    • ตรวจสอบความทนทานของแผงโซล่าเซลล์ต่อสภาพอากาศ เช่น ฝน ลม และแสงแดด

ต้นทุนและงบประมาณ

    • พิจารณาต้นทุนรวมของการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง การบำรุงรักษา และการซื้ออุปกรณ์เสริม
    • เลือกแผงโซล่าเซลล์ที่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนระยะยาว

ผู้ติดตั้ง

เลือกผู้ติดตั้งที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์

ตรวจสอบรีวิวและความคิดเห็นจากลูกค้าคนอื่นเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพงานติดตั้ง

การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกแผงโซล่าเซลล์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้านของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

Categories
บทความ

วิธีเช็คกรองแอร์รถเสีย

วิธีเช็คกรองแอร์รถเสีย

การเช็คกรองแอร์รถยนต์เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาคุณภาพอากาศภายในรถและประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ กรองแอร์ที่สะอาดและทำงานได้ดีจะช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีเช็คกรองแอร์รถยนต์ว่ามีการเสียหรือไม่ รวมถึงการดูแลรักษาและการเปลี่ยนกรองแอร์

1. ตรวจสอบตำแหน่งของกรองแอร์

กรองแอร์รถยนต์มักจะอยู่ในที่ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายตามการออกแบบของรถ โดยส่วนใหญ่จะอยู่หลังช่องเก็บของหน้ารถ (glove compartment) หรือใต้แผงคอนโซล การตรวจสอบตำแหน่งของกรองแอร์สามารถทำได้โดยการดูจากคู่มือผู้ใช้รถยนต์

2. ถอดกรองแอร์ออกมาตรวจสอบ

  • ปิดเครื่องยนต์และระบบปรับอากาศเพื่อความปลอดภัย
  • ถอดกรองแอร์ออกจากตำแหน่งโดยการเปิดฝาครอบหรือถอดสกรูที่ยึดกรองแอร์ไว้ออก
  • ระมัดระวังไม่ให้สิ่งสกปรกหลุดออกมาเมื่อถอดกรองแอร์

3. ตรวจสอบสภาพของกรองแอร์

  • ตรวจดูฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก: หากกรองแอร์มีฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกสะสมอยู่มาก จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศลดลง และอาจทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • ตรวจสอบรอยแตกหรือเสียหาย: หากกรองแอร์มีรอยแตกหรือฉีกขาด ควรทำการเปลี่ยนใหม่ทันที

4. เช็คกลิ่นและการไหลของอากาศ

  • หากเมื่อเปิดระบบปรับอากาศแล้วมีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือมีการไหลของอากาศที่ลดลง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่ากรองแอร์อาจสกปรกหรืออุดตัน
  • เปิดระบบปรับอากาศและดูว่าอากาศไหลผ่านได้ดีหรือไม่ หากอากาศไหลผ่านได้ไม่ดี แสดงว่ากรองแอร์อาจต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่

5. ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนกรองแอร์

  • ทำความสะอาดกรองแอร์: หากกรองแอร์สกปรกแต่ยังไม่มีรอยเสียหาย คุณสามารถทำความสะอาดด้วยการใช้ลมเป่าหรือการซักล้างด้วยน้ำและผึ่งให้แห้ง แต่ควรตรวจสอบว่ากรองแอร์นั้นสามารถทำความสะอาดได้หรือไม่จากคำแนะนำของผู้ผลิต
  • เปลี่ยนกรองแอร์ใหม่: หากกรองแอร์มีรอยแตกหรือเสียหาย ควรทำการเปลี่ยนใหม่ โดยซื้อกรองแอร์ที่เหมาะสมกับรุ่นรถของคุณ

6. การติดตั้งกรองแอร์ใหม่

  • ใส่กรองแอร์ใหม่หรือล้างทำความสะอาดแล้วกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิม
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากรองแอร์ติดตั้งอย่างถูกต้องและไม่มีช่องว่างที่อากาศจะรั่วผ่านได้

7. ทดสอบระบบปรับอากาศ

  • เปิดเครื่องยนต์และระบบปรับอากาศเพื่อตรวจสอบว่าอากาศไหลผ่านได้ดีและไม่มีปัญหา
  • ตรวจสอบว่าไม่มีเสียงรบกวนหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์

การเช็คและเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์เป็นขั้นตอนที่ง่ายและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การรักษากรองแอร์ให้สะอาดและทำงานได้ดีจะช่วยให้คุณภาพอากาศภายในรถดีขึ้นและทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Categories
บทความ

การดูแลรักษาสีรถยนต์

การดูแลรักษาสีรถยนต์

การดูแลรักษาสีรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รถของคุณดูใหม่และสวยงามอยู่เสมอ การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของสีและปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ต่อไปนี้คือเคล็ดลับในการดูแลรักษาสีรถยนต์

1. การล้างรถ

  • ล้างรถเป็นประจำ: ควรล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อขจัดฝุ่น สิ่งสกปรก และคราบน้ำมันที่อาจทำลายสีรถ
  • ใช้น้ำยาและอุปกรณ์ที่เหมาะสม: ใช้น้ำยาล้างรถที่มีคุณภาพและฟองน้ำหรือผ้านุ่มเพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน
  • หลีกเลี่ยงการล้างรถกลางแดด: ควรล้างรถในที่ร่มหรือตอนเช้าหรือตอนเย็น เพื่อป้องกันการเกิดคราบน้ำที่ผิวรถ

2. การขัดและเคลือบสีรถ

  • การขัดสีรถ: ควรขัดสีรถปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อขจัดคราบที่ฝังลึกและรอยขีดข่วนเล็กๆ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ขัดสีที่มีคุณภาพ
  • การเคลือบสีรถ: เคลือบสีรถทุก 3-4 เดือน เพื่อปกป้องสีรถจากแสงแดด ฝุ่น และสิ่งสกปรกต่าง ๆ การเคลือบสีช่วยให้สีรถเงางามและคงทน

3. การป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน

  • การจอดรถ: เลือกจอดรถในที่ร่มหรือในโรงจอดรถ เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพจากแสงแดดและฝน
  • การใช้ผ้าคลุมรถ: ใช้ผ้าคลุมรถที่มีคุณภาพดีเพื่อป้องกันฝุ่น รอยขีดข่วน และการเสื่อมสภาพจากแสงแดด
  • การหลีกเลี่ยงสัมผัสรุนแรง: ระวังไม่ให้มีการสัมผัสรุนแรงที่ผิวรถ เช่น การพิง การวางของหนัก หรือการใช้แปรงที่แข็งเกินไปในการทำความสะอาด

4. การป้องกันสารเคมี

  • การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี: หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนใกล้รถ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาทำความสะอาดที่มีกรด
  • การล้างคราบสารเคมีทันที: หากพบว่ามีสารเคมีหกใส่รถ ควรล้างออกทันทีด้วยน้ำสะอาดและน้ำยาล้างรถ

5. การป้องกันการเกิดคราบน้ำ

  • การเช็ดรถหลังล้าง: หลังจากล้างรถ ควรใช้ผ้านุ่มหรือผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดน้ำออกให้แห้งเพื่อป้องกันการเกิดคราบน้ำ
  • การใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบแก้ว: การเคลือบแก้วช่วยป้องกันคราบน้ำและทำให้การล้างรถง่ายขึ้น

สรุป

การดูแลรักษาสีรถยนต์ไม่เพียงแต่ช่วยให้รถดูสวยงามและใหม่อยู่เสมอ แต่ยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของสีรถและป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น การล้างรถเป็นประจำ การขัดและเคลือบสี การป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน และการระมัดระวังการสัมผัสสารเคมีเป็นวิธีการที่ช่วยให้สีรถยนต์ของคุณคงทนและเงางามอยู่เสมอ หากคุณดูแลรักษารถอย่างถูกวิธี รถของคุณจะคงความสวยงามและมีมูลค่าสูงตลอดไป

Categories
บทความ

5 เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น

วิธีการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า

1. มอเตอร์ไฟฟ้า

โดยปกติแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และไม่ต้องการการดูแลยิบย่อยเหมือนเครื่องยนต์สันดาป เจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือเปลี่ยนไส้กรองเหมือนรถที่ใช้น้ำมัน แต่เพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ควรนำรถเช็กระยะตามกำหนดทุกครั้ง ให้ช่างได้ดูแลตรวจสอบความผิดปกติของมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะหากขัดข้องขึ้นมา อาจทำให้คุณเจอปัญหาบานปลายได้

2. แบตเตอรี่

ปัญหาที่มักเกิดกับแบตเตอรี่ ส่วนมากจะเป็นเรื่องของความชื้นที่อาจไปกัดกร่อนชิ้นส่วนทางกลไก จนทำให้แบตเตอรี่ขัดข้องและมีอายุการใช้งานสั้นลง นอกจากนี้ ยังต้องระวังในเรื่องของความร้อนสะสมที่อาจมากเกินไป หากไม่จำเป็นจึงไม่ควรจอดรถไฟฟ้ากลางแจ้งหรือนอกที่ร่ม

เรื่องการชาร์จเองก็ส่งผลกับแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทิ้งไว้นานเกินไป เพราะอาจส่งผลให้แบตเตอรี่ไฟฟ้าสึกหรอได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อให้แบตเตอรี่ต่ำเกินไป เป็นระยะเวลานาน ๆ เช่นกัน เนื่องจากสุขภาพแบตเตอรี่อาจจะเสื่อมเร็วได้นั่นเอง

3. อุปกรณ์ชาร์จไฟ

ในส่วนของที่ชาร์จไฟฟ้า ควรเลือกใช้ที่ชาร์จเดิมที่มาพร้อมกับรถ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองมาแล้วว่ามีความปลอดภัยและมีระบบการป้องกันประกายไฟ รวมถึงไฟฟ้าลัดวงจร สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานได้มากกว่าหัวชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน

4. ระบบเบรก

รถยนต์ไฟฟ้านั้น มักจะมีระบบเบรก 2 รูปแบบ ประกอบด้วย 1. ระบบเบรกแบบ Regenerative Braking เมื่อคนขับเหยียบเบรก ตัวปั่นไฟจะหน่วงรถให้ช้าลงและเปลี่ยนแรงเฉื่อยของรถให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ และ 2. ระบบเบรกแบบปกติ ที่จะถูกใช้งานเมื่อมีการเหยียบเบรกแบบกะทันหันหรือฉับพลัน

เมื่อระบบเบรกแบบ Regenerative Braking ถูกใช้งาน ระบบเบรกแบบปกติจะถูกลดบทบาทลง ซึ่งหากไม่ได้ใช้งานนาน ๆ ก็จะทำให้เกิดสนิมได้ เมื่อต้องการใช้งานจริง ๆ จึงอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผู้ขับขี่จึงควรดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่เมื่อผ่านการใช้งานมาแล้ว 80,000 กิโลเมตร หรือเร็วกว่านั้นหากมีการใช้งานหนัก เช่น บรรทุกของเยอะ หรือขับด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ

5. ยางรถยนต์

การดูแลรักษายางรถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระดับความดันลมยางให้ถูกต้อง การตรวจสอบความดันลมยางและเติมลมยางอย่างสม่ำเสมอ (ดูคำแนะนำได้ในคู่มือรถ) หากยางลมอ่อนหรือแข็งจนเกินไป อาจทำให้เกิดการระเบิดและดอกยางเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดได้ ซึ่งปกติแล้ว ยางรถไฟฟ้าจะมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) แต่ส่วนใหญ่มักจะมีระยะการใช้งานที่ 20,000-50,000 กิโลเมตร โดยประมาณ

Categories
บทความ

รูปแบบและประเภทของการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

รูปแบบและประเภท การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

1. การชาร์จฯแบบเร็ว Quick Charger

การชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) สามารถชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จาก 0% – 80% ได้ในเวลาประมาณ 40-60 นาที (ขึ้นอยู่กับความจุพลังงานแบตเตอรี่ กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เหมาะกับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการชาร์จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งประเภทหัวชาร์จของ Quick Charger ได้แก่ CHAdeMo, GB/T และ CCS

4 ข้อดีที่ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100%

– หัวชาร์จแบบ  CHAdeMO เป็นคำย่อจากคำว่า CHArge de Move แปลได้ว่า ชาร์จไฟแล้วขับต่อไป เป็นชื่อระบบชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งระบบ CHAdeMO มีการใช้แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น

– หัวชาร์จแบบ GB/T โดยประเทศจีนเป็นผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ภายในประเทศ ตอบรับการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็วในประเทศ

หัวชาร์จแบบ CCS

คำว่า CCS ย่อมาจาก Combined Charging System ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ

CCS TYPE 1 เป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ลักษณะของหัวชาร์จมีขนาดเล็กกว่า CCS Type 2 และรองรับแรงดันไฟฟ้าที่ 200 V – 500 V

CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในแถบทวีปยุโรป หัวชาร์จประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่กว่า และมีกำลังไฟมากกว่าหัวชาร์จ CCS Type 1 ด้วย

Nissan EV standard charger

2. การชาร์จฯ แบบธรรมดา แบบ Double Speed Charge (เครื่องชาร์จ Wall Box)

การชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) เช่นตู้ชาร์จติดผนังติดตั้งที่บ้านหรือตามห้างสรรพสินค้า ระยะเวลาการชาร์จจะลดลง อยู่ที่ประมาณ 4-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกำลังไฟของเครื่องชาร์จ Wall box, ขนาดของแบตเตอรี่ และสเปคของรถ

Nissan EV standard charger

การชาร์จด้วยตู้ชาร์จติดผนังสามารถชาร์จได้รวดเร็วกว่าการต่อจากเต้ารับภายในบ้านโดยตรง โดยหัวชาร์จที่ใช้จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ

– TYPE 1 เป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น

– TYPE 2 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในแถบทวีปยุโรป

ทั้งนี้การติดตั้งตู้ชาร์จติดผนัง มิเตอร์ไฟของบ้านที่ติดตั้งต้องสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำ 30(100)A

3. การชาร์จฯ แบบธรรมดา แบบ Normal Charge

การชาร์จไฟจากการต่อจากเต้ารับภายในบ้านโดยตรง มิเตอร์ไฟของบ้านต้องสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำ 15(45)A และเต้ารับไฟในบ้านต้องได้รับการติดตั้งใหม่ เป็นเต้ารับเฉพาะการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถใช้เต้ารับแบบธรรมดาได้ ทั้งนี้การติดตั้งต้องได้รับมาตรฐานจากผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานในระยะยาว 

การชาร์จในลักษณะนี้มักจะเป็นการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสสลับ จึงใช้ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 12-15 ชั่วโมง หัวชาร์จที่ใช้มีดังนี้

Nissan EV standard charger

IEC 62196

– TYPE 1

หัวชาร์จที่นิยมใช้ทวีปอเมริกาเหนือและประเทศญี่ปุ่น เป็นหัวชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสสลับใช้กับแรงดันไฟฟ้าที่ 120 V หรือ 240 V 

– TYPE 2

หัวชาร์จที่นิยมใช้ในแถบทวีปยุโรป เป็นหัวชาร์จแบบพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ รองรับแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 120 V หรือ 240 V

ในอนาคตการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะไร้ข้อกังวล เนื่องจากเทคโนโลยีการชาร์จในปัจจุบันสามารถทำให้คุณติดตั้งตู้ชาร์จได้ที่บ้านของคุณเอง  อีกทั้งสถานีบริการพลังงานไฟฟ้าของผู้ให้บริการต่าง ๆ ก็มีแผนจะทำจุดชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นและสามารถเติมพลังงานได้ทุกที่ที่ต้องการ

ที่มา https://www.nissan.co.th/experience-nissan/Nissan-EV/EV-charger-type.html

Categories
บทความ

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคา? ทำยังไง

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคา? ทำยังไง

คนที่อยากซื้อรถ EV น่าจะมีคำถามว่าซื้อรถไฟฟ้า EV ต้องเตรียมอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นที่ขาดไม่ได้ก็คือการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ซึ่งขั้นตอนจะเริ่มตั้งแต่การขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า การติดตั้งระบบไฟฟ้าและเดินสายเมนใหม่เพื่อรองรับ EV Chager โดยทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่าย อยากรู้ว่าแต่ละขั้นตอนมีราคาเท่าไร และดำเนินการอย่างไร ตามเรามาเลย

รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟบ้านได้ไหม

รถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จกับไฟบ้านได้หากมิเตอร์ไฟฟ้ามีขนาด 30(100)A 1P 2W หรือ 15(45)A 3P 4W ขึ้นไป และจำเป็นต้องติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV Charger ที่บ้านด้วย

ติด EV Charger เตรียมไฟบ้านยังไง ต้องติดตั้งอะไรบ้าง

  1. ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าว่าบ้านของเราใช้ขนาดเท่าไร โดยดูตรงคำว่า Phase ที่มิเตอร์ไฟฟ้า

  2. หากเป็น Single-Phase 15(45)A ถือว่าไม่เพียงพอต่อการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ต้องทำเรื่องขอเพิ่มขนาดมิเตอร์เป็น 30(100)A 1P 2W หรือ 15(45)A 3P 4W ที่ กฟน. (MEA) หรือ กฟภ. (PEA) แต่ถ้าไม่สามารถปรับปรุงระบบไฟฟ้าเดิมภายในบ้านได้ ก็ต้องขอติดตั้งมิเตอร์ลูกที่ 2 

  3. ติดต่อช่างเทคนิคเพื่อประเมินโหลดไฟว่าเหมาะสมหรือไม่

  4. เตรียมช่องว่างในตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) สำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker (MCB) เพื่อแยกช่องจ่ายไฟต่างหาก และต้องรองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์สำหรับ 30(100)A

  5. เช็กและเปลี่ยนขนาดสายไฟเมนเป็นขนาด 25 ตารางมิลลิเมตร

  6. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RDC) เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ กรณีกระแสไฟฟ้าไหลเข้า-ออกไม่เท่ากัน

  7. ติดตั้งเต้ารับ EV Charger แบบ 3 รู และใช้หลักดิน (สายดิน) ใหม่ที่แยกจากหลักดินของระบบไฟฟ้าบ้าน โดยสายต่อหลักดินจะต้องมีฉนวนหุ้ม ขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดินควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร และต้องใช้ความร้อนเชื่อมระหว่างสายดินกับหลักดินเข้าด้วยกัน

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน มีค่าใช้จ่ายเท่าไร

สำหรับค่าติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน หรือ EV Charger มีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ 3 อย่าง ได้แก่

1. ค่าเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)

ราคาของ EV Charger ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและขนาดของกำลังไฟที่ปล่อยออกมา มีตั้งแต่ 3.7 kW, 7.4 kW, 11kW และ 22 kW เริ่มต้นที่ 15,000-100,000 กว่าบาท แต่รถยนต์ไฟฟ้าบางยี่ห้อก็แถมให้ฟรี!

2. ค่าเพิ่มขนาดมิเตอร์ / ค่าขอมิเตอร์ลูกที่ 2

พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ

สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ หากต้องการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน จะต้องติดต่อการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งจะมีค่าตรวจสอบในการขอเพิ่มมิเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 700-2,500 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดมิเตอร์ที่เราขอ) ถ้าอยากได้ค่าไฟแบบอัตรา TOU* จะคิดเพิ่มอีกประมาณ 6,640 – 7,350 บาท

พื้นที่นอกกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ

สำหรับพื้นที่นอกเหนือกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ คุณต้องติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่อขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ 700-1,500 บาท แต่ถ้าไม่สามารถปรับปรุงระบบไฟฟ้าเดิมภายในบ้านได้ ก็ต้องทำเรื่องขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าลูกที่ 2 แทน และถ้าอยากได้มิเตอร์ที่คิดค่าไฟแบบอัตรา TOU ต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 3,740 – 5,340 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดมิเตอร์)

*อัตรา TOU (Time of Use Tariff) คือ อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

  • Peak (09:00-22:00 น. จันทร์-ศุกร์ และวันพืชมงคล)

  • Off-Peak (22:00-09:00 น.จันทร์-ศุกร์ วันพืชมงคล และ 00:00-24:00น. เสาร์-อาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ และวันพืชมงคลที่ตรงกับเสาร์-อาทิตย์) โดยช่วง Off-Peak จะคิดค่าไฟในอัตราที่ลดลง

3. ค่าเดินสายเมนที่ 2 ค่าติดตั้งอุปกรณ์ และวางระบบไฟใหม่ เพื่อรองรับ EV Charger

สำหรับค่าเดินสายไฟและติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ EV Charger คุณสามารถเลือกผู้ให้บริการเองได้ตามความพึงพอใจ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้รับติดตั้ง EV Charger มากมาย ราคาเริ่มตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะเลือกผู้ให้บริการจากการไฟฟ้าก็ได้เช่นกัน อย่าง KEN by MEA ส่วน PEA ยังไม่มีบริการติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน มีเพียงแค่ให้บริการเพิ่มมิเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น

 

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

ที่มารูปภาพ: กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

สำหรับการขอเพิ่มมิเตอร์ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่สามารถปรับปรุงระบบไฟเดิมภายในบ้านได้แล้ว จะต้องทำเรื่องขอติดตั้งมิเตอร์เพิ่มอีก 1 ตัว เป็น 2 ตัว แต่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดและเป็นประเภทเดียวกันกับมิเตอร์แรก และจะมีการเดินสายเมนที่ 2 จากมิเตอร์ลูกใหม่ไปถึงจุดติดตั้ง EV Charger โดยตรง แยกจากมิเตอร์ลูกแรก

ค่าติดตั้งมิเตอร์ใหม่ของ PEA สำหรับชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไร

  • ค่าตรวจสอบการติดตั้งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน 700 บาท (สำหรับมิเตอร์ขนาด 15(45)A 1-Phase, 30(100)A 1-Phase, 15(45)A 3-Phase) 1,500 บาท (สำหรับมิเตอร์ขนาด 30(100)A 3-Phase)

  • ค่าติดตั้งมิเตอร์แบบอัตรา TOU* ราคา 3,740 บาท (สำหรับมิเตอร์ขนาด 15(45)A 1-Phase, 30(100)A 1-Phase) และ 5,340 บาท (สำหรับมิเตอร์ขนาด 15(45)A 3-Phase, 30(100)A 3-Phase)

วิธีทำเรื่องขอเพิ่มมิเตอร์สำหรับติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

ขั้นตอนดำเนินการขอเพิ่มมิเตอร์ลูกที่ 2 จาก PEA มีดังนี้

1. ยื่นเอกสารและชำระเงินที่ PEA 

  • บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (Passport) กรณีผู้ขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่สองเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย (ชาวต่างประเทศ)

  • ทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนอาคารของสถานที่ที่ขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่สอง

  • เอกสารหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า

  • กรณีไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสถานที่ใช้ไฟฟ้า จะต้องมีหนังสือยินยอมให้มีการติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่สองจากเจ้าของกรรมสิทธิ

  • รายละเอียดทางเทคนิคอุปกรณ์ (Specification) หรือ Data Sheet ของเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าหรือยานยนต์ไฟฟ้าที่แสดงรายละเอียดข้อมูลทั่วไปและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ

  • อื่น ๆ (ถ้ามี)

2. นัดวันตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งระบบไฟฟ้า

  • สถานที่ใช้ไฟต้องมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในแยกระหว่างมิเตอร์เครื่องที่ 1 และมิเตอร์เครื่องที่ 2 โดยเด็ดขาด

  • มีการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV หรือเต้ารับสำหรับการชาร์จรถ โดยเต้ารับไม่ใช่ชนิดหยิบยกได้

3. PEA ติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่สอง

เมื่อผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งระบบไฟของ PEA แล้ว จะดำเนินการติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่สอง ภายใน 2-5 วันทำการ

หมายเหตุ

ผู้รับเหมาติดตั้ง EV Charger ต้องติดเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านให้เรียบร้อยก่อน พร้อมโยงสายไฟเพื่อที่จะรอเชื่อมต่อที่มิเตอร์ หลังจากนั้น PEA จึงจะเข้าดำเนินการติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 หรือเพิ่มขนาดมิเตอร์ให้

ติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA Call Center 1129
 

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน pea

การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

สำหรับการเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าที่ MEA จะเป็นการขอเปลี่ยนมิเตอร์เดิมของเราให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเราจะมีมิเตอร์ 1 ตัวเหมือนเดิม และต้องมีการเดินระบบไฟฟ้าวงจร 2 (ติดตั้งสายเมนวงจรที่ 2)

ค่าเพิ่มขนาดมิเตอร์สำหรับติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน MEA ราคาเท่าไร

 

1. ค่าตรวจสอบการติดตั้งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน 700 บาท

  • 15(15)A 230 โวลต์ 1 เฟส 2 สาย

  • 15(45)A 230 โวลต์ 1 เฟส 2 สาย

  • 30(100)A 230 โวลต์ 1 เฟส 2 สาย

  • 50(150)A 230 โวลต์ 1 เฟส 2 สาย

  • 15(45)A 230/400 โวลต์ 3 เฟส 4 สาย

2. ค่าตรวจสอบการติดตั้งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน 1,500 บาท

  • 30(100)A 230/400 โวลต์ 3 เฟส 4 สาย

  • 50(150)A 230/400 โวลต์ 3 เฟส 4 สาย

3. ค่าตรวจสอบการติดตั้งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน 2,500 บาท

  • 200A 230/600 โวลต์ 3 เฟส 4 สาย

  • 400A 230/400 โวลต์ 3 เฟส 4 สาย

ทำเรื่องขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า MEA ผ่านออนไลน์ได้ที่ ขอใช้ไฟฟ้า EV บ้านอยู่อาศัย (EV Home Charger)

ติดต่อการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130

กรณีเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าโดยเลือกคิดเป็นอัตรา TOU

หากเลือกเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าโดยเลือกคิดเป็นอัตรา TOU จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ขนาดเครื่องวัดเป็นแรงต่ำ คิดราคา 6,640 บาท

  • ขนาดเครื่องวัดเป็นแรงสูง คิดราคา 7,350 บาท

เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าอัตรา TOU : MEA

ค่าออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน KEN by MEA

หากเลือกใช้บริการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าของ KEN by MEA จะคิดราคา 29,000 บาท (7.4 kW EV Charger) และ 46,000 บาท (22 kW 3Phase EV Charger) ซึ่งเป็นค่าต่าง ๆ ตามรายการดังนี้

  • ค่าติดตั้งสายเมนที่ 2 ระยะ 20 เมตร

  • ค่าอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินหลัก Main CB 40A

  • ค่าอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว RCD Type B 40A

  • ค่าระบบสายดิน

ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) MEA

ที่มารูปภาพ: การไฟฟ้านครหลวง

เอกสารยื่นขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ ที่ กฟน. (MEA)

กรณีเป็นบุคคลทั่วไป

  • สำเนาบัตรประชาชน

  • สำเนาทะเบียนบ้านที่จะขอติดตั้ง

  • เอกสารแสดงสิทฑิครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า เช่น สัญญาซื้อขาย, สัญญาเช่าสถานที่ขอใช้ไฟฟ้า หรือหนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่ขอใช้ไฟฟ้า

  • บิลค่าไฟ

  • สำเนาเอกสารเปลี่ยนชื่อ (กรณีเคยเปลี่ยนชื่อ)

  • ใบมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบ (กรณีไม่ได้ดำเนินเรื่องด้วยตนเอง)

  • ใบคำขอใช้ไฟฟ้า

กรณีเป็นนิติบุคคล

  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทไม่เกิน 6 เดือน (นับถึงวันที่ยื่นใช้บริการ)

  • สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ

  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า

  • เอกสารแสดงสิทฑิครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า เช่น สัญญาซื้อขาย, สัญญาเช่าสถานที่ขอใช้ไฟฟ้า หรือหนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่ขอใช้ไฟฟ้า

  • ใบมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบ พร้อมกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อพร้อมประทับตราบริษัทฯ (กรณีไม่ได้ดำเนินเรื่องด้วยตนเอง)

  • ใบคำขอใช้ไฟฟ้า

ที่มา https://www.one2car.com/ข่าว/how-to-install-ev-charger-at-home-132360/132360

Categories
บทความ

รถไฟฟ้า EV กับ 5 วิธีชาร์จไฟบ้านอย่างไรให้ประหยัดและปลอดภัย

รถไฟฟ้า EV กับ 5 วิธีชาร์จไฟบ้านอย่างไรให้ประหยัดและปลอดภัย

รถไฟฟ้า EV ถือว่าเป็นรถที่กำลังเป็นเทรนด์และมาแรงที่สุดในยุคนี้ มีหลายค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถไฟฟ้า EV ออกมาให้ได้ยลโฉมและเป็นเจ้าของกัน มาดูข้อดีของรถไฟฟ้า EV ขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จไฟที่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง รถ และบ้าน

รถไฟฟ้า EV คืออะไร

รถไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว 100% และสามารถชาร์จไฟได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อแบตเตอรี่หมด โดยรถไฟฟ้านี้จะมีองค์ประกอบหลักสำหรับการขับเคลื่อน คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า

ข้อดีของรถไฟฟ้า EV

1. เงียบและอัตราเร่งที่เรียบและเร็ว

รถไฟฟ้า EV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สู่มอเตอร์เพื่อทำการขับเคลื่อน โดยที่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ภายในจึงไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ ทำให้เสียงของการทำงานของรถไฟฟ้า EV นั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหลายเท่า และสามารถทำให้มีอัตราเร่งเป็นไปได้อย่างที่ใจต้องการ เพราะไม่มีขั้นตอนการทดเกียร์อีกต่อไป จึงทำให้รถไฟฟ้า EV สามารถตอบสนองในการขับขี่ได้ตามความต้องการของผู้ขับ

2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุง

รถไฟฟ้า EV ช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง เนื่องจากรถไฟฟ้า EV ใช้พลังงานไฟฟ้ามาแทนที่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง เช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รถไฟฟ้า EV จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยกว่า เพราะไม่มีเครื่องยนต์ และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จึงทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

3. ช่วยลดมลภาวะ

เมื่อโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน สาเหตุหลัก ๆ ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยไอเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่า พืชไร่ กำจัดขยะ และการเผาผลาญเชื้อเพลิงของรถยนต์ ทำให้รถไฟฟ้า EV คือหนึ่งนคำตอบในการลดมลภาวะ ลดโลกร้อน เพราะไม่มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดไอเสียและมลภาวะทางอากาศ

4. ชาร์จแบตได้ที่บ้าน

เปลี่ยนภาพจากที่เคยต่อคิวยาวเพื่อเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรือต้องขับรถไกลเพราะไม่มีปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน เพราะรถไฟฟ้า EV สามารถชาร์จแบตได้ที่บ้าน สามารถชาร์จทิ้งไว้ได้ระหว่างที่นอนหลับ ตื่นเช้ามารถไฟฟ้า EV ก็อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียเวลาหรือเสียเวลาเติมน้ำมันที่ปั๊มอีกต่อไป
การติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้า EV มีหลายขั้นตอน

5 ขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้า EV

สำหรับผู้ที่จะซื้อรถไฟฟ้า EV มาใช้งาน จำเป็นต้องเข้าใจระบบไฟฟ้าภายในบ้านก่อนติดตั้ง เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหาที่ตามมา

1. ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

โดยปกติขนาดมิเตอร์ของบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้เป็น 15(45) 1 เฟส(1P) หมายถึงมิเตอร์ ขนาด 15 แอมป์(A) และสามารถใช้ไฟได้มากถึง 45(A) สำหรับคนที่ต้องการชาร์จรถไฟฟ้าในบ้าน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แนะนำให้เปลี่ยนขนาดมิเตอร์เป็น 30(100) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ป้องกันการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไป

2. สายเมน และลูกเซอร์กิต (MCB)

สำหรับสายเมนของเดิมใช้ขนาด 16 ตร.มม. ต้องปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 25 ตร.มม. และเปลี่ยนลูกเซอร์กิต (MCB) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันร่วมกับตู้ MDB ที่เดิมรองรับได้สูงสุด 45(A) เปลี่ยนเป็น 100(A) เพื่อให้ขนาดมิเตอร์ ขนาดสายเมน และขนาดลูกเซอร์กิต (MCB) มีความสอดคล้องกัน

3. ตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB)

ตรวจสอบภายในตู้ว่ามีช่องว่างสำรองเพื่อติดตั้ง Circuit Breaker อีก 1 ช่องหรือไม่ เพราะการชาร์จไฟของรถไฟฟ้า EV จะต้องมีส่วนตัว และแยกใช้งานกับเครื่องไฟฟ้าอื่น ๆ หรือถ้าหากภายในตู้หลักไม่มีช่องว่าง ต้องเพิ่มตู้ควบคุมย่อยอีก 1 จุด

4. เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)

เครื่องตัดไฟฟ้าอัตโนมัติที่จะตัดวงจรไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าออกมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดเพลิงไหม้ได้ในอนาคต กรณีที่สายชาร์จไฟฟ้ามีระบบตัดไฟภายในตัวอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม

5. เต้ารับ (EV Socket)

สำหรับการเสียบชาร์จรถไฟฟ้าจะเป็นชนิด 3 รู (มีสายต่อหลักดิน) ต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16(A) โดยรูปทรงอาจจะปรับตามรูปแบบปลั๊กของรถไฟฟ้า EV แต่ละรุ่น

รถไฟฟ้า EV ชาร์จไฟบ้านอย่างไร

วิธีการชาร์จรถไฟฟ้า EV ที่บ้าน แบ่งได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

1. ชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากตัวเต้ารับโดยตรง โดยขนาดมิเตอร์ขั้นต่ำที่แนะนำคือ 30(100)A และเต้ารับต้องติดตั้งใหม่เฉพาะการชาร์จรถไฟฟ้าเท่านั้น โดยเป็นการใช้ไฟบ้านที่เป็นกระแสสลับ (AC) ที่ใช้ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 12-16 ชม.

2. ชาร์จแบบรวดเร็ว (Double Speed Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จ EV Charger เป็นตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ที่ช่วยให้ชาร์จพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV ให้เต็มเร็วยิ่งขึ้น โดยเหลือเวลาชาร์จประมาณ 6-8 ชม.

3. ชาร์จแบบด่วน (Quick Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) ตรงเข้าแบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV จาก 0-80% ได้ภายในเวลา 40-60 นาที นิยมใช้ตามสถานีบริการนอกบ้าน ที่ต้องการความรวดเร็วในการชาร์จ แต่ก็มีข้อเสียคือทำให้ตัวแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ได้แก่ CHAdeMo, GB/T และ CCS เป็นต้น

เลือกจุดติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า EV ในบ้าน

– ระยะทางไม่เกิน 5 เมตร จากตัวเครื่องชาร์จจนถึงจุดที่เสียบชาร์จกับตัวรถ ไม่ควรวางห่างกันเกิน 5 เมตร เนื่องจากสายเครื่องชาร์จ EV Charger โดยทั่วไปอยู่ที่ 5-7 เมตรเท่านั้น
– วางใกล้ตู้ MDB การเลือกจุดชาร์จใกล้ตู้เมนไฟฟ้าในบ้าน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
– มีหลังคาปกคลุม โดยจุดชาร์จรถไฟฟ้า EV ควรอยู่ใต้หลังคา เพื่อป้องกันละอองฝน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการกันน้ำของเครื่อง EV Charger นั้น ๆ
– สำหรับลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในคอนโด ให้ติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่นิติบุคคล เพื่อขออนุญาตให้เรียบร้อย ทั้งนี้คอนโดโดยส่วนใหญ่จะมีระยะแนวเดินสายไฟที่ไกลกว่าบ้าน จึงอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
รายละเอียด
ระยะห่าง
ไม่เกิน 5 เมตร จากจุดชาร์จ
จุดชาร์จ
ใกล้ตู้เมนไฟฟ้า
ตำแหน่ง
ใต้หลังคา
กรณีอยู่คอนโด
ติดต่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคล
ปัจจุบันการใช้รถไฟฟ้า EV มีความสะดวกมากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถชาร์จไฟที่บ้านแล้ว ยังมีจุดบริการชาร์จไฟรถไฟฟ้า EV โดยสามารถดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน MEA EV เพื่อค้นหาสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) บริษัท EA Anywhere (EA) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) หรือแอปพลิเคชัน EV Station ของปตท.
 
Cr. https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/รถไฟฟ้า-ev-56068
Categories
บทความ

มือใหม่ต้องรู้ ! “หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่แบบ” แต่ละแบบต่างกันยังไง เลือกชาร์จแบบไหนถึงจะเวิร์ก ?

มือใหม่ต้องรู้ ! "หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่แบบ" แต่ละแบบต่างกันยังไง เลือกชาร์จแบบไหนถึงจะเวิร์ก ?

ปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่ รวมถึงคนที่กำลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากบรรดาฟังก์ชันการใช้งานทั่วไป ระบบภายใน และภายนอกต่าง ๆ แล้ว การชาร์จไฟ ก็เป็นอะไรที่สำคัญมากเช่นกัน

 

” เพราะถ้ารถไม่มีการชาร์จไฟ ก็จะเสียชื่อของการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปในทันที “

 

ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการชาร์จไฟ ใช่ว่าจะมีแค่การขับรถไปจอดหน้าตู้ชาร์จ ดึงสาย แล้วเสียบสายเข้าไปที่รถของเรากันเสียเมื่อไหร่ แต่มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่มือใหม่อย่างเราควรที่จะต้องรู้กันอีกมาก และของแบบนี้อาศัยฟังคำแนะนำจากคนอื่นอย่างเดียว มันคงจะไม่ได้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันก็มีสเปกที่รองรับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนะนำให้ศึกษารายละเอียด โดยยึดจากรุ่นที่เราใช้ กำลังเล็ง ๆ ไว้ หรือกำลังจะเป็นเจ้าของในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะเป็นการดีที่สุด !

 


 

 

เช็กลิสต์ ✅ สิ่งที่มือใหม่ “ต้องรู้”

เกี่ยวกับกระบวนการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า

 

ในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันจะมาพร้อมกับเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องของกระบวนการชาร์จไฟ ปกติแล้วจะมีเงื่อนไขที่ต้องดูอยู่ 5 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ความจุของแบตเตอรี
  • ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ
  • On-Board Charger 
  • แหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟ
  • หัวชาร์จไฟ

 

ซึ่งเจ้า 5 เงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเป็นตัวชี้ชะตาการชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าของเราในแต่ละครั้งได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะทำการอธิบายไล่ไปทีละเงื่อนไข ทุกคนจะได้ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปด้วยกัน ถ้างงตรงไหน ขอให้ย้อนกลับมาอ่านทวนใหม่กันอีกรอบ เพราะถ้าทุกคนเข้าใจกันแล้ว จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับรถยนต์ EV ของเราได้ตลอดรอดฝั่งกันเลย 😆 

 

 

✅  ความจุของแบตเตอรี

 

ปริมาณความจุของแบตเตอรีที่มีอยู่ในเครื่อง จะสามารถบอกได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรา มีความสามารถในการจุแบตเตอรีได้มาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าแบตเตอรีของเรามีความจุเยอะ ก็จะทำให้เราสามารถใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเราได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีความจุของแบตเตอรีที่น้อย นั่นก็หมายความว่าเราอาจจะต้องเสียเวลาชาร์จไฟเค้าบ่อยหน่อย แต่ถ้ามองภาพตามความเป็นจริง เราว่าคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่ ก็ไม่น่าจะปล่อยให้รถของตัวเองแบตเหลือน้อยอะไรเทือกนั้นกันอยู่แล้ว ขนาดรถยนต์กินน้ำมันปกติ เกจ์วัดน้ำมันลดลงมาแค่ขีดเดียว หลายคนก็รีบวิ่งแจ้นออกไปเติมน้ำมันที่ปั้มกันแล้ว 😅 

 


 

✅  ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ

 

อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่ 1 กันเลย เพราะนอกจากความจุของแบตเตอรีที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ ณ ขณะนั้นก็เป็นตัวชี้วัดการชาร์จไฟของเราได้เหมือนกัน เพราะถ้า % แบตเตอรีคงเหลือน้อย ก็จะทำให้เราต้องใช้เวลาในการชาร์จไฟเค้ามากกว่า แต่ถ้า % ของแบตเตอรีลดลงไปไม่เท่าไหร่ ระยะเวลาของเราก็จะสั้นลงกว่าเดิม ทำให้เวลาชาร์จ แบตเตอรีมีโอกาสเต็มเร็วกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า คนที่แบตเตอรีคงเหลือน้อยนั่นเอง 

 


 

 

✅  On-Board Charger

 

ยัง ยังไม่พอ นอกจากความจุของแบต ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือแล้ว จะบอกว่ากระบวนการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละครั้ง จะถูกควบคุมด้วยตัว On-Board Charger ซึ่งถามว่าไอ้เจ้า On-Board Charger นี้คืออะไร สำหรับตัวนี้หน้าที่ของมันก็คือการ จำกัดปริมาณการไหลของไฟฟ้า ว่ารับได้เท่าไหร่ ซึ่งระหว่างการรับกระแสไฟเข้ามา ตัว On-Board Charger ก็จะทำหน้าที่ในการแปลงไฟจากกระแสสลับ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงไปพร้อมกัน ดังนั้นต่อให้แบตจุจริง แต่ On-Board Charger รับได้น้อย ผลที่ปรากฎออกมาก็เท่ากับว่าระยะเวลาในการชาร์จ / ครั้ง ก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน 

 

แต่ ในกรณีที่รถของเรารับไฟฟ้าเป็นกระแสตรงมาแล้ว On-Board Charger ตัวนี้ก็จะไม่ต้องทำงาน (เพราะว่าไม่ต้องแปลงไฟจากกระแสสลับให้เป็นกระแสตรงแล้ว)  ไฟฟ้าจึงสามารถไหลผ่านเข้ามาได้เลย ทำให้ชาร์จไฟได้ไว และเต็มเร็วกว่ารถที่ชาร์จไฟโดยที่ผ่านตัว On-Board Charger อีกที

 


 

✅  แหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟ

 

โดยปกติแล้วแหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า จะมีให้ใช้งานด้วยกันทั้งหมด 4 โหมด ดังนี้

 

  • โหมด 1 – ต่อจากปลั๊กไฟบ้าน ถึงรถยนต์โดยตรง

    สำหรับการชาร์จไฟด้วยวิธีนี้จะเป็นการชาร์จไฟจากปลั๊กไฟบ้าน เข้าไปยังรถยนต์ไฟฟ้าของเราตรง ๆ ไม่มีการป้องกัน ไม่มีการใช้อุปกรณ์ควบคุมการอัดประจุไฟฟ้าใดใด ซึ่งการชาร์จไฟโหมด 1 นี้ ถือว่าเป็นการชาร์จไฟที่ ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการระเบิดของปลั๊กไฟ และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเรากันได้เลย นั่นเลยทำให้การชาร์จไฟด้วยโหมด 1 นี้ ไม่อนุญาตให้มีการใช้งานในหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย

  • โหมด 2 – ต่อจากปลั๊กไฟบ้าน ถึงรถยนต์โดยตรง แต่มีตัวป้องกัน

    สำหรับโหมด 2 นี้ จะมีความคล้ายกับโหมดแรก แต่จุดสังเกตของโหมดนี้ คือ ตัวปลั๊กไฟจะ มีตัวควบคุมและป้องกันติดมากับสาย  ซึ่งปกติแล้วตัวสายนี้มักจะแถมมาให้เวลาที่เราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากันอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าสายตัวนี้ทำให้เราสามารถเสียบสายเข้ากับปลั๊กไฟที่บ้านได้ ชาร์จไฟได้ มีความปลอดภัยกว่าโหมดแรก แต่ไม่แนะนำให้ชาร์จด้วยสายนี้เป็นหลัก เพราะตัวชื่อสายของเค้าบอกเอาไว้อยู่แล้วว่า Emergency Charger เพราะฉะนั้นแนะนำให้ชาร์จในเวลาที่ฉุกเฉิน มีความจำเป็นจริง ๆ จะดีกว่า

 

  • โหมด 3 – ต่อจากตู้ชาร์จ Wall Box ที่ติดตั้งตามบ้าน / สำนักงาน

    การชาร์จโหมดนี้เป็นการชาร์จที่เราค่อนข้างจะ แนะนำมากกว่าการชาร์จด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะข้อดีของมัน คือ มีความเสถียรกว่าการเสียบปลั๊กชาร์จกับไฟบ้านทั่วไป สองคืออุปกรณ์ค่อนข้างมีมาตรฐาน สามารถชาร์จทิ้งไว้ที่บ้าน หรือสำนักงานได้ ที่สำคัญคือประหยัดกว่าการชาร์จไฟตามสถานีชาร์จ ไม่ต้องเสียเวลาขับออกไปตามหาที่ชาร์จ และสำหรับใครที่กลัวว่าถ้าติดตั้งเครื่อง Wall Box แบบนี้ แล้วจะต้องไปทำเรื่องขอที่การไฟฟ้าหรือเปล่า ในกรณีที่ตู้ชาร์จ Wall Box ของเราเป็นแบบเฟสเดียว คือให้กำลังไฟสูงสุดไม่เกิน 7 กิโลวัตต์ สามารถติดตั้งได้เลย ไม่ต้องทำหนังสือขอติดตั้งเพิ่ม

    แต่ในกรณีที่เราอยากติดตั้ง Wall Box โดยใช้กำลังไฟมากกว่า 7 กิโลวัตต์ อันนี้จำเป็นต้องทำเรื่องขอกำลังไฟเพิ่ม อย่างถ้าติดตั้ง Wall Box 3 เฟส กำลังไฟที่เราจะได้ นั้นจะมีมากถึง 22 กิโลวัตต์ แต่ทั้งนี้อย่าลืมดูองค์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น ความจุแบต On-Board Charger ว่ารองรับกำลังไฟได้ไหม ไม่งั้นต่อให้ติดตั้งกำลังไฟมาสูง แต่ On-Board ของเรารับกำลังไฟได้แค่นิดเดียว อันนี้อาจจะสิ้นเปลืองเงินไปเปล่า ๆ 

  • โหมด 4 – ชาร์จผ่านสถานีไฟฟ้าโดยตรง

    ข้อดีของการชาร์จแบบนี้ แน่นอนว่าเรื่องระยะเวลาในการชาร์จย่อมน้อยกว่าอยู่แล้ว เนื่องจากเราได้ทำการตัดขั้นตอนของ On-Board Charger ออกไป เพราะเป็นการรับกระแสไฟฟ้าทางตรงมาเลย ไม่ต้องเสียเวลาแปลงกระแสไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าเข้ารถได้ไว เต็มเร็ว เลยทำให้หลายคนสนใจวิธีการชาร์จไฟแบบ 4 นี้กันมาก 

    แต่ต้องบอกเลยว่าต่อให้การชาร์จไฟโหมด 4 นี้จะดีกว่าก็จริง แต่ก็แนะนำให้ชาร์จเป็นกรณี ๆ ไป  ไม่แนะนำให้เลือกเป็นวิธีการชาร์จไฟหลัก เพราะการชาร์จไฟโดยรับกระแสไฟเข้ามาตรง ๆ แบบนี้ จะทำให้แบตเตอรีของเราเสื่อมลงเร็วขึ้น เพราะการชาร์จไฟต่อครั้งนั้นจะใช้กระแสไฟเยอะมากนั่นเอง

 


 

✅  หัวชาร์จไฟ

 

ในส่วนของหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยปกติแล้วจะอิงตามประเภทของไฟฟ้าที่ใช้งานกันในประเทศนั้น ๆ อารมณ์เหมือนหัวปลั๊กไฟที่ใช้งานในบ้านเรา กับในต่างประเทศนั่นแหละ ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าถ้าสมมุติเราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้สักคัน เราจะหาสถานีชาร์จที่มีหัวชาร์จเหมือนกันได้ไหม เราตอบให้เลยว่า มีแน่นอน

 

สำหรับบ้านเราปกติแล้วหัวชาร์จที่นิยมใช้กันจะมีอยู่ 2 แบบ คือหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกา กับหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติยุโรป รวมถึงบ้านเรา โดยหัวชาร์จก็จะถูกแบ่งย่อยออกไปตามกระแสไฟที่ได้รับ ซึ่งก็ได้แก่ หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท AC (กระแสไฟฟ้าสลับ) กับประเภท DC (กระแสไฟฟ้าตรง)

 

 

  • หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท AC

    ถ้าเอาให้นึกภาพตามง่าย ๆ ก็ได้แก่ หัวชาร์จรถยนต์ของโหมด 1 – 3  รวมถึงรถยนต์ประเภท Plug-In Hybrid ที่จะเป็นการ ชาร์จไฟผ่านแหล่งจ่ายไฟอีกที  ทำให้กระแสไฟฟ้าที่ได้รับมาจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งจุดสังเกตของการชาร์จด้วยหัวชาร์จไฟประเภท AC นี้คือ ระยะเวลาการชาร์จที่จะช้ากว่า (แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างความจุแบต  On-Board Charger รวมถึงกำลังไฟของบ้านนั้น ๆ อีกที)

    โดยหัวชาร์จประเภท AC นี้ ถ้าเป็นหัวชาร์จรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกาจะเรียกกันว่า Type 1 จุดสังเกตคือหัวต่อจะเป็นแบบ 5 Pin ส่วนถ้าเป็นหัวชาร์จรถยนต์สัญชาติยุโรป รวมถึงบ้านเรา จะเรียกกันว่า Type 2 จุดสังเกตคือจะมี 7 Pin นั่นเอง

 

 

  • หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท DC

    สำหรับหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท DC ก็จะตอบโจทย์สำหรับการชาร์จด้วยโหมด 4 เพราะกระแสไฟฟ้าที่ได้จะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ทำให้ชาร์จได้ไว กินเวลาน้อยกว่า แต่ข้อเสียของการชาร์จประเภทนี้ก็คือ มีความเสี่ยงที่จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว ในส่วนของหัวชาร์จก็จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ โดยแบ่งตามสัญชาติรถยนต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไม่ได้ชื่อ Type 3 – 4 แล้ว 😅

    อย่างถ้าเป็นหัวชาร์จ DC ที่เป็นหัวชาร์จของรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกาจะเรียกกันว่า CHAdeMO จุดสังเกตคือจะมีรูเล็ก รูน้อยเยอะมาก แต่ถ้าเป็นหัวชาร์จของรถยนต์สัญชาติยุโรปกับบ้านเราก็จะเป็นหัวชาร์จ CCS2 จุดสังเกตคือจะยกเอาเต้าของตัว Type 2 มาผสมกับรูชาร์จใหม่ 2 Pin หน้าตาเลยจะมีความละม้ายคล้ายเดิม แต่เพิ่มเติมคือ 2 Pin ด้านล่างนั่นเอง

 


 

สรุปมาให้แล้ว ! การชาร์จไฟแบบ AC & DC

ต้องเลือกแบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า !

 

โดยปกติแล้วในรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จะมีช่องชาร์จไฟที่รองรับการชาร์จทั้งระบบ AC และ DC อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่ารถยนต์คันนั้นของเราเป็นรถยนต์แบบ PHEV หรือ Plug-In Hybrid ที่จะมีแค่ช่องเสียบแบบ AC 

 

ซึ่งก่อนที่เราจะเลือกวิธีการชาร์จไฟ อันดับแรกเราต้องดูก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีหัวชาร์จแบบไหน Type 1, Type 2, CHAdeMo หรือว่า CCS2 เมื่อรู้กันแล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรารองรับหัวชาร์จแบบไหน ขั้นตอนต่อไปก็ได้เวลาเลือกการชาร์จกันบ้าง ว่าควรชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ) หรือ DC (กระแสตรง) ดี ?

 

  • การชาร์จแบบ AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) – ข้อดีของมันคือไม่ทำร้ายแบต มีความเสถียร โดยเฉพาะถ้าเป็นโหมด 3 แต่อาจจะมีข้อเสียอยู่นิดนึงตรงที่ว่า ระยะเวลาในการชาร์จ / ครั้ง อาจจะกินเวลาเยอะกว่าแบบ DC ดังนั้นมันเลยตอบโจทย์สำหรับการชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นมาก็เต็มพอดี สามารถขับรถออกไปทำงานต่อได้แบบชิล ๆ 

  • การชาร์จแบบ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง) – ข้อดีของมันก็เห็น ๆ อยู่แล้วตรงที่ความเร็ว เลยตอบโจทย์สำหรับการชาร์จไฟแบบฉุกเฉิน คือไฟใกล้จะหมดแล้ว คงกลับไปชาร์จที่บ้านไม่ทันแน่ ๆ ก็สามารถใช้การชาร์จแบบนี้ชั่วคราวได้ หรือในกรณีที่ต้องเดินทางไกล ก็สามารถอัดชาร์จด้วยวิธีนี้ก่อนออกสตาร์ทก็ได้เหมือนกัน

    แต่ข้อเสียของการชาร์จแบบนี้คือ ไม่แนะนำให้ชาร์จบ่อย เนื่องจากมันกินกระแสไฟมาก อาจส่งผลทำให้แบตเตอรีของเราเสื่อมได้ หรือเอาง่าย ๆ ว่าทำร้ายแบตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟแบบเร่งด่วน ก็แนะนำให้หนีไปชาร์จแบบ AC ในโหมด 3 ก็จะเป็นการดีที่สุด 😉 

 

แต่หลายคนมักจะชอบกังวลเรื่องของการชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หนีไปซบอกการชาร์จแบบ DC กันยกใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจัยที่ส่งผลทำให้รถของเราชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว ไม่ได้อยู่ที่วิธีการชาร์จเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความจุแบต จำนวนแบตคงเหลือ ความจุของ On-Board Charger กำลังไฟที่ตัวชาร์จรับได้ (กรณีชาร์จแบบ Wall Box)  เพราะถ้าเป็นไฟบ้าน โดยปกติแล้วจะรับได้แค่ 1 เฟส เลยทำให้อาจจะชาร์จนานกว่าบ้านที่มีไฟ 3 เฟส ซึ่งมีกำลังส่งที่มากกว่าถึง 3 เท่า !

 

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มีสเปกที่ยิบย่อย แถมยังต่างกันมาก ๆ ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษนู้น โทษนี่กันอย่างเดียว หันกลับมาดูสเปกรถของตัวเองกันด้วยว่ารับได้สูงสุดแค่ไหน หน้างานจริงก็รับได้แค่นั้นแหละ ไม่ว่าจะชาร์จแบบ AC หรือว่า DC ก็ตาม

 

 


 

💭  โดยปกติแล้วพวกรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะสามารถหาดูได้ตามโบรชัวร์ของค่ายรถยนต์ที่เราสนใจ โดยเค้าจะมีการคำนวนให้คร่าว ๆ ว่าถ้าแบตเตอรีลดลงอยู่ที่ 0% จะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะชาร์จได้เต็ม 100% ฯลฯ เราถึงอยากให้ทุกคนศึกษารายละเอียดโดยยึดจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ตัวเองใช้ หรือสนใจกัน เพราะจะเห็นภาพได้ง่ายกว่า และการศึกษาเรื่องระบบการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นอะไรที่ควรทำ ยังไงก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยไขข้อสงสัย เพิ่มความกระจ่างเกี่ยวกับกระบวนการชาร์จไฟ และหัวชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าให้กับทุกคนกันได้น้า

Cr. https://www.punpro.com/p/EV-Charger-Types

Categories
บทความ

การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า มีอยู่กี่ประเภท?

สำหรับผู้ที่ให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า รถ EV นอกจากข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือตัวรถที่ควรจะศึกษาแล้ว ตัว EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ก็ควรศึกษากันไว้ด้วยเหมือนกัน โดยรถที่จะเข้าไปใช้ EV Charger ก็จะมี รถปลั๊กอินไฮบริด หรือ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่จะสามารถประจุพลังงานไฟฟ้าได้จากแหล่งภายนอก กับ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) ที่ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน และใช้พลังงานที่อยู่ในแบตเตอรี่เท่านั้น ซึ่งวันนี้เราจะพามาดูว่า EV Charger มีอยู่กี่ประเภทกันนะ 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นั้นมีแบ่งอยู่ 2 ประเภท นั่นก็คือ การชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำ (Conductive Charging) กับ การชาร์จไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Inductive Charging) หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้สาย (Wireless Charging) ทำให้การชาร์จรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีสาย แต่อยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ในประเทศไทยช่วงนี้จะเห็นว่าแบบแรกหรือการชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำจะเป็นแบบที่นิยมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไปยังรถยนต์ไฟฟ้าโดยใช้สายชาร์จเคเบิลซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความซับซ้อนน้อย เพียงหยิบสายมาเสียบที่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการชาร์จแบบนี้จะแบ่งได้ 2 ประเภท 

1) แบบ Normal Charge หรือ การชาร์จแบบปกติ โดยการชาร์จแบบนี้จะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ ผ่านอุปกรณ์ตัวแปลง หรือ อุปกรณ์ Inverter เพื่อเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อชาร์จประจุในแบตเตอรี่ โดยทั่วไปการชาร์จแบบนี้เหมาะสำหรับการชาร์จที่ อยู่อาศัย, อาคารสำนักงาน หรือที่จอดรถสาธารณะที่ให้จอดชาร์จได้เป็นเวลานานๆ อย่างเช่น อุปกรณ์ Wall Box 

2) แบบ Quick Charge หรือ  การชาร์จแบบเร็ว ซึ่งจะเป็นเป็นการชาร์จโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง โดยระบบนี้สามารถจ่ายไฟได้สูง สามารถชาร์จโดยใช้เวลาสั้นกว่า แต่เนื่องจากเป็นการชาร์จด้วยกำลังไฟที่สูง จึงต้องใช้จุดที่มีกระแสไฟที่สูงเพียงพอ ซึ่งส่วนมากเป็นที่สาธารณะ หรือก็คือ EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ตามสถานีบริการน้ำมัน หรือตามอาคารที่ติดตั้งตู้ประเภทนี้ ตัวอย่างเช่นที่ สยามสแควร์   

โดยตู้ชาร์จไฟฟ้าแบบ Quick Charge นี้จะมีหัวชาร์จอยู่ 3 แบบ ซึ่งแต่ละหัวชาร์จจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และรุ่นของรถยนต์ไฟฟ้าว่ารองรับมาตรฐานหัวชาร์จแบบไหน ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบหลักๆ คือ AC(Type1/Type2), DC Chademo และ DC CCS ซึ่ง ทั้ง 3 แบบ ก็จะมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่างกันลงไปอีก อย่าง DC CHAdeMO ที่ญี่ปุ่น กับจีนจะมาในรูปทรงเดียวกันแต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย

หัวชาร์จแบบ AC จะแบ่งเป็น Type1 นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจาก สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเป็นหัวแบบ 5 Pin ส่วนอีกแบบจะเป็น Type 2 (ดังภาพ) นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากทางยุโรป จะมีลักษณะหัวแบบ 7 Pin

หัวชาร์จแบบ DC CHAdeMO โดยคำว่า CHAdeMO เป็นคำที่ย่อมาจาก CHArge de Move ซึ่งเป็นชื่อระบบชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยระบบ CHAdeMO นั้นนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น และจีน 

และหัวชาร์จแบบ CCS ที่ย่อมาจาก Combined Charging System ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 2 แบบ นั่นคือ 

  • CCS TYPE 1 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา โดยหัวชาร์จจะมีขนาดเล็กกว่าแบบ CCS Type 2 ซึ่ง CCS TYPE 1 นี้สามารถรองรับรงดันไฟฟ้าที่ 200 V – 500 V
  • CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในหลายประเทศในโซนยุโรป และที่สำคัญคือให้มีกำลังไฟได้มากกว่า หัวชาร์จ CCS Type 1 อีกด้วย

เมื่อศึกษาข้อมูลเรื่องการชาร์จ ก็ควรวางแผนการใช้รถ EV ถ้าจะซื้อ ใกล้บ้านคุณมีสถานีชาร์จ หรือ สามารถติดอุปกรณ์ Wall Box ในที่พักอาศัยได้หรือไม่ เวลาไหนควรชาร์จเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและติดขัดในสถานีชาร์จเผื่อความสะดวกนี่คือสิ่งที่คุณควรศึกษาก่อนจะใช้รถ EV

Cr. https://krungsrimarket.cjdataservice.com/article/ev-charging-station-types