Categories
บทความ

รถไฟฟ้า EV กับ 5 วิธีชาร์จไฟบ้านอย่างไรให้ประหยัดและปลอดภัย

รถไฟฟ้า EV กับ 5 วิธีชาร์จไฟบ้านอย่างไรให้ประหยัดและปลอดภัย

รถไฟฟ้า EV ถือว่าเป็นรถที่กำลังเป็นเทรนด์และมาแรงที่สุดในยุคนี้ มีหลายค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถไฟฟ้า EV ออกมาให้ได้ยลโฉมและเป็นเจ้าของกัน มาดูข้อดีของรถไฟฟ้า EV ขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จไฟที่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง รถ และบ้าน

รถไฟฟ้า EV คืออะไร

รถไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว 100% และสามารถชาร์จไฟได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อแบตเตอรี่หมด โดยรถไฟฟ้านี้จะมีองค์ประกอบหลักสำหรับการขับเคลื่อน คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า

ข้อดีของรถไฟฟ้า EV

1. เงียบและอัตราเร่งที่เรียบและเร็ว

รถไฟฟ้า EV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สู่มอเตอร์เพื่อทำการขับเคลื่อน โดยที่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ภายในจึงไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ ทำให้เสียงของการทำงานของรถไฟฟ้า EV นั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหลายเท่า และสามารถทำให้มีอัตราเร่งเป็นไปได้อย่างที่ใจต้องการ เพราะไม่มีขั้นตอนการทดเกียร์อีกต่อไป จึงทำให้รถไฟฟ้า EV สามารถตอบสนองในการขับขี่ได้ตามความต้องการของผู้ขับ

2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุง

รถไฟฟ้า EV ช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง เนื่องจากรถไฟฟ้า EV ใช้พลังงานไฟฟ้ามาแทนที่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง เช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รถไฟฟ้า EV จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยกว่า เพราะไม่มีเครื่องยนต์ และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จึงทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

3. ช่วยลดมลภาวะ

เมื่อโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน สาเหตุหลัก ๆ ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยไอเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่า พืชไร่ กำจัดขยะ และการเผาผลาญเชื้อเพลิงของรถยนต์ ทำให้รถไฟฟ้า EV คือหนึ่งนคำตอบในการลดมลภาวะ ลดโลกร้อน เพราะไม่มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดไอเสียและมลภาวะทางอากาศ

4. ชาร์จแบตได้ที่บ้าน

เปลี่ยนภาพจากที่เคยต่อคิวยาวเพื่อเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรือต้องขับรถไกลเพราะไม่มีปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน เพราะรถไฟฟ้า EV สามารถชาร์จแบตได้ที่บ้าน สามารถชาร์จทิ้งไว้ได้ระหว่างที่นอนหลับ ตื่นเช้ามารถไฟฟ้า EV ก็อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียเวลาหรือเสียเวลาเติมน้ำมันที่ปั๊มอีกต่อไป
การติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้า EV มีหลายขั้นตอน

5 ขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้า EV

สำหรับผู้ที่จะซื้อรถไฟฟ้า EV มาใช้งาน จำเป็นต้องเข้าใจระบบไฟฟ้าภายในบ้านก่อนติดตั้ง เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหาที่ตามมา

1. ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

โดยปกติขนาดมิเตอร์ของบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้เป็น 15(45) 1 เฟส(1P) หมายถึงมิเตอร์ ขนาด 15 แอมป์(A) และสามารถใช้ไฟได้มากถึง 45(A) สำหรับคนที่ต้องการชาร์จรถไฟฟ้าในบ้าน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แนะนำให้เปลี่ยนขนาดมิเตอร์เป็น 30(100) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ป้องกันการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไป

2. สายเมน และลูกเซอร์กิต (MCB)

สำหรับสายเมนของเดิมใช้ขนาด 16 ตร.มม. ต้องปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 25 ตร.มม. และเปลี่ยนลูกเซอร์กิต (MCB) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันร่วมกับตู้ MDB ที่เดิมรองรับได้สูงสุด 45(A) เปลี่ยนเป็น 100(A) เพื่อให้ขนาดมิเตอร์ ขนาดสายเมน และขนาดลูกเซอร์กิต (MCB) มีความสอดคล้องกัน

3. ตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB)

ตรวจสอบภายในตู้ว่ามีช่องว่างสำรองเพื่อติดตั้ง Circuit Breaker อีก 1 ช่องหรือไม่ เพราะการชาร์จไฟของรถไฟฟ้า EV จะต้องมีส่วนตัว และแยกใช้งานกับเครื่องไฟฟ้าอื่น ๆ หรือถ้าหากภายในตู้หลักไม่มีช่องว่าง ต้องเพิ่มตู้ควบคุมย่อยอีก 1 จุด

4. เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)

เครื่องตัดไฟฟ้าอัตโนมัติที่จะตัดวงจรไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าออกมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดเพลิงไหม้ได้ในอนาคต กรณีที่สายชาร์จไฟฟ้ามีระบบตัดไฟภายในตัวอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม

5. เต้ารับ (EV Socket)

สำหรับการเสียบชาร์จรถไฟฟ้าจะเป็นชนิด 3 รู (มีสายต่อหลักดิน) ต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16(A) โดยรูปทรงอาจจะปรับตามรูปแบบปลั๊กของรถไฟฟ้า EV แต่ละรุ่น

รถไฟฟ้า EV ชาร์จไฟบ้านอย่างไร

วิธีการชาร์จรถไฟฟ้า EV ที่บ้าน แบ่งได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

1. ชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากตัวเต้ารับโดยตรง โดยขนาดมิเตอร์ขั้นต่ำที่แนะนำคือ 30(100)A และเต้ารับต้องติดตั้งใหม่เฉพาะการชาร์จรถไฟฟ้าเท่านั้น โดยเป็นการใช้ไฟบ้านที่เป็นกระแสสลับ (AC) ที่ใช้ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 12-16 ชม.

2. ชาร์จแบบรวดเร็ว (Double Speed Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จ EV Charger เป็นตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ที่ช่วยให้ชาร์จพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV ให้เต็มเร็วยิ่งขึ้น โดยเหลือเวลาชาร์จประมาณ 6-8 ชม.

3. ชาร์จแบบด่วน (Quick Charge)

วิธีนี้เป็นการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) ตรงเข้าแบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV จาก 0-80% ได้ภายในเวลา 40-60 นาที นิยมใช้ตามสถานีบริการนอกบ้าน ที่ต้องการความรวดเร็วในการชาร์จ แต่ก็มีข้อเสียคือทำให้ตัวแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ได้แก่ CHAdeMo, GB/T และ CCS เป็นต้น

เลือกจุดติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า EV ในบ้าน

– ระยะทางไม่เกิน 5 เมตร จากตัวเครื่องชาร์จจนถึงจุดที่เสียบชาร์จกับตัวรถ ไม่ควรวางห่างกันเกิน 5 เมตร เนื่องจากสายเครื่องชาร์จ EV Charger โดยทั่วไปอยู่ที่ 5-7 เมตรเท่านั้น
– วางใกล้ตู้ MDB การเลือกจุดชาร์จใกล้ตู้เมนไฟฟ้าในบ้าน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
– มีหลังคาปกคลุม โดยจุดชาร์จรถไฟฟ้า EV ควรอยู่ใต้หลังคา เพื่อป้องกันละอองฝน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการกันน้ำของเครื่อง EV Charger นั้น ๆ
– สำหรับลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในคอนโด ให้ติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่นิติบุคคล เพื่อขออนุญาตให้เรียบร้อย ทั้งนี้คอนโดโดยส่วนใหญ่จะมีระยะแนวเดินสายไฟที่ไกลกว่าบ้าน จึงอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
รายละเอียด
ระยะห่าง
ไม่เกิน 5 เมตร จากจุดชาร์จ
จุดชาร์จ
ใกล้ตู้เมนไฟฟ้า
ตำแหน่ง
ใต้หลังคา
กรณีอยู่คอนโด
ติดต่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคล
ปัจจุบันการใช้รถไฟฟ้า EV มีความสะดวกมากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถชาร์จไฟที่บ้านแล้ว ยังมีจุดบริการชาร์จไฟรถไฟฟ้า EV โดยสามารถดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน MEA EV เพื่อค้นหาสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) บริษัท EA Anywhere (EA) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) หรือแอปพลิเคชัน EV Station ของปตท.
 
Cr. https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/รถไฟฟ้า-ev-56068
Categories
บทความ

มือใหม่ต้องรู้ ! “หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่แบบ” แต่ละแบบต่างกันยังไง เลือกชาร์จแบบไหนถึงจะเวิร์ก ?

มือใหม่ต้องรู้ ! "หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่แบบ" แต่ละแบบต่างกันยังไง เลือกชาร์จแบบไหนถึงจะเวิร์ก ?

ปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่ รวมถึงคนที่กำลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากบรรดาฟังก์ชันการใช้งานทั่วไป ระบบภายใน และภายนอกต่าง ๆ แล้ว การชาร์จไฟ ก็เป็นอะไรที่สำคัญมากเช่นกัน

 

” เพราะถ้ารถไม่มีการชาร์จไฟ ก็จะเสียชื่อของการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปในทันที “

 

ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการชาร์จไฟ ใช่ว่าจะมีแค่การขับรถไปจอดหน้าตู้ชาร์จ ดึงสาย แล้วเสียบสายเข้าไปที่รถของเรากันเสียเมื่อไหร่ แต่มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่มือใหม่อย่างเราควรที่จะต้องรู้กันอีกมาก และของแบบนี้อาศัยฟังคำแนะนำจากคนอื่นอย่างเดียว มันคงจะไม่ได้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันก็มีสเปกที่รองรับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนะนำให้ศึกษารายละเอียด โดยยึดจากรุ่นที่เราใช้ กำลังเล็ง ๆ ไว้ หรือกำลังจะเป็นเจ้าของในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะเป็นการดีที่สุด !

 


 

 

เช็กลิสต์ ✅ สิ่งที่มือใหม่ “ต้องรู้”

เกี่ยวกับกระบวนการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า

 

ในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันจะมาพร้อมกับเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องของกระบวนการชาร์จไฟ ปกติแล้วจะมีเงื่อนไขที่ต้องดูอยู่ 5 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ความจุของแบตเตอรี
  • ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ
  • On-Board Charger 
  • แหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟ
  • หัวชาร์จไฟ

 

ซึ่งเจ้า 5 เงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเป็นตัวชี้ชะตาการชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าของเราในแต่ละครั้งได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะทำการอธิบายไล่ไปทีละเงื่อนไข ทุกคนจะได้ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปด้วยกัน ถ้างงตรงไหน ขอให้ย้อนกลับมาอ่านทวนใหม่กันอีกรอบ เพราะถ้าทุกคนเข้าใจกันแล้ว จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับรถยนต์ EV ของเราได้ตลอดรอดฝั่งกันเลย 😆 

 

 

✅  ความจุของแบตเตอรี

 

ปริมาณความจุของแบตเตอรีที่มีอยู่ในเครื่อง จะสามารถบอกได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรา มีความสามารถในการจุแบตเตอรีได้มาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าแบตเตอรีของเรามีความจุเยอะ ก็จะทำให้เราสามารถใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเราได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีความจุของแบตเตอรีที่น้อย นั่นก็หมายความว่าเราอาจจะต้องเสียเวลาชาร์จไฟเค้าบ่อยหน่อย แต่ถ้ามองภาพตามความเป็นจริง เราว่าคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่ ก็ไม่น่าจะปล่อยให้รถของตัวเองแบตเหลือน้อยอะไรเทือกนั้นกันอยู่แล้ว ขนาดรถยนต์กินน้ำมันปกติ เกจ์วัดน้ำมันลดลงมาแค่ขีดเดียว หลายคนก็รีบวิ่งแจ้นออกไปเติมน้ำมันที่ปั้มกันแล้ว 😅 

 


 

✅  ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ

 

อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่ 1 กันเลย เพราะนอกจากความจุของแบตเตอรีที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือ ณ ขณะนั้นก็เป็นตัวชี้วัดการชาร์จไฟของเราได้เหมือนกัน เพราะถ้า % แบตเตอรีคงเหลือน้อย ก็จะทำให้เราต้องใช้เวลาในการชาร์จไฟเค้ามากกว่า แต่ถ้า % ของแบตเตอรีลดลงไปไม่เท่าไหร่ ระยะเวลาของเราก็จะสั้นลงกว่าเดิม ทำให้เวลาชาร์จ แบตเตอรีมีโอกาสเต็มเร็วกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า คนที่แบตเตอรีคงเหลือน้อยนั่นเอง 

 


 

 

✅  On-Board Charger

 

ยัง ยังไม่พอ นอกจากความจุของแบต ปริมาณแบตเตอรีคงเหลือแล้ว จะบอกว่ากระบวนการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละครั้ง จะถูกควบคุมด้วยตัว On-Board Charger ซึ่งถามว่าไอ้เจ้า On-Board Charger นี้คืออะไร สำหรับตัวนี้หน้าที่ของมันก็คือการ จำกัดปริมาณการไหลของไฟฟ้า ว่ารับได้เท่าไหร่ ซึ่งระหว่างการรับกระแสไฟเข้ามา ตัว On-Board Charger ก็จะทำหน้าที่ในการแปลงไฟจากกระแสสลับ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงไปพร้อมกัน ดังนั้นต่อให้แบตจุจริง แต่ On-Board Charger รับได้น้อย ผลที่ปรากฎออกมาก็เท่ากับว่าระยะเวลาในการชาร์จ / ครั้ง ก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน 

 

แต่ ในกรณีที่รถของเรารับไฟฟ้าเป็นกระแสตรงมาแล้ว On-Board Charger ตัวนี้ก็จะไม่ต้องทำงาน (เพราะว่าไม่ต้องแปลงไฟจากกระแสสลับให้เป็นกระแสตรงแล้ว)  ไฟฟ้าจึงสามารถไหลผ่านเข้ามาได้เลย ทำให้ชาร์จไฟได้ไว และเต็มเร็วกว่ารถที่ชาร์จไฟโดยที่ผ่านตัว On-Board Charger อีกที

 


 

✅  แหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟ

 

โดยปกติแล้วแหล่งจ่ายไฟ หรือเครื่องชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า จะมีให้ใช้งานด้วยกันทั้งหมด 4 โหมด ดังนี้

 

  • โหมด 1 – ต่อจากปลั๊กไฟบ้าน ถึงรถยนต์โดยตรง

    สำหรับการชาร์จไฟด้วยวิธีนี้จะเป็นการชาร์จไฟจากปลั๊กไฟบ้าน เข้าไปยังรถยนต์ไฟฟ้าของเราตรง ๆ ไม่มีการป้องกัน ไม่มีการใช้อุปกรณ์ควบคุมการอัดประจุไฟฟ้าใดใด ซึ่งการชาร์จไฟโหมด 1 นี้ ถือว่าเป็นการชาร์จไฟที่ ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการระเบิดของปลั๊กไฟ และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเรากันได้เลย นั่นเลยทำให้การชาร์จไฟด้วยโหมด 1 นี้ ไม่อนุญาตให้มีการใช้งานในหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย

  • โหมด 2 – ต่อจากปลั๊กไฟบ้าน ถึงรถยนต์โดยตรง แต่มีตัวป้องกัน

    สำหรับโหมด 2 นี้ จะมีความคล้ายกับโหมดแรก แต่จุดสังเกตของโหมดนี้ คือ ตัวปลั๊กไฟจะ มีตัวควบคุมและป้องกันติดมากับสาย  ซึ่งปกติแล้วตัวสายนี้มักจะแถมมาให้เวลาที่เราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากันอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าสายตัวนี้ทำให้เราสามารถเสียบสายเข้ากับปลั๊กไฟที่บ้านได้ ชาร์จไฟได้ มีความปลอดภัยกว่าโหมดแรก แต่ไม่แนะนำให้ชาร์จด้วยสายนี้เป็นหลัก เพราะตัวชื่อสายของเค้าบอกเอาไว้อยู่แล้วว่า Emergency Charger เพราะฉะนั้นแนะนำให้ชาร์จในเวลาที่ฉุกเฉิน มีความจำเป็นจริง ๆ จะดีกว่า

 

  • โหมด 3 – ต่อจากตู้ชาร์จ Wall Box ที่ติดตั้งตามบ้าน / สำนักงาน

    การชาร์จโหมดนี้เป็นการชาร์จที่เราค่อนข้างจะ แนะนำมากกว่าการชาร์จด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะข้อดีของมัน คือ มีความเสถียรกว่าการเสียบปลั๊กชาร์จกับไฟบ้านทั่วไป สองคืออุปกรณ์ค่อนข้างมีมาตรฐาน สามารถชาร์จทิ้งไว้ที่บ้าน หรือสำนักงานได้ ที่สำคัญคือประหยัดกว่าการชาร์จไฟตามสถานีชาร์จ ไม่ต้องเสียเวลาขับออกไปตามหาที่ชาร์จ และสำหรับใครที่กลัวว่าถ้าติดตั้งเครื่อง Wall Box แบบนี้ แล้วจะต้องไปทำเรื่องขอที่การไฟฟ้าหรือเปล่า ในกรณีที่ตู้ชาร์จ Wall Box ของเราเป็นแบบเฟสเดียว คือให้กำลังไฟสูงสุดไม่เกิน 7 กิโลวัตต์ สามารถติดตั้งได้เลย ไม่ต้องทำหนังสือขอติดตั้งเพิ่ม

    แต่ในกรณีที่เราอยากติดตั้ง Wall Box โดยใช้กำลังไฟมากกว่า 7 กิโลวัตต์ อันนี้จำเป็นต้องทำเรื่องขอกำลังไฟเพิ่ม อย่างถ้าติดตั้ง Wall Box 3 เฟส กำลังไฟที่เราจะได้ นั้นจะมีมากถึง 22 กิโลวัตต์ แต่ทั้งนี้อย่าลืมดูองค์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น ความจุแบต On-Board Charger ว่ารองรับกำลังไฟได้ไหม ไม่งั้นต่อให้ติดตั้งกำลังไฟมาสูง แต่ On-Board ของเรารับกำลังไฟได้แค่นิดเดียว อันนี้อาจจะสิ้นเปลืองเงินไปเปล่า ๆ 

  • โหมด 4 – ชาร์จผ่านสถานีไฟฟ้าโดยตรง

    ข้อดีของการชาร์จแบบนี้ แน่นอนว่าเรื่องระยะเวลาในการชาร์จย่อมน้อยกว่าอยู่แล้ว เนื่องจากเราได้ทำการตัดขั้นตอนของ On-Board Charger ออกไป เพราะเป็นการรับกระแสไฟฟ้าทางตรงมาเลย ไม่ต้องเสียเวลาแปลงกระแสไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าเข้ารถได้ไว เต็มเร็ว เลยทำให้หลายคนสนใจวิธีการชาร์จไฟแบบ 4 นี้กันมาก 

    แต่ต้องบอกเลยว่าต่อให้การชาร์จไฟโหมด 4 นี้จะดีกว่าก็จริง แต่ก็แนะนำให้ชาร์จเป็นกรณี ๆ ไป  ไม่แนะนำให้เลือกเป็นวิธีการชาร์จไฟหลัก เพราะการชาร์จไฟโดยรับกระแสไฟเข้ามาตรง ๆ แบบนี้ จะทำให้แบตเตอรีของเราเสื่อมลงเร็วขึ้น เพราะการชาร์จไฟต่อครั้งนั้นจะใช้กระแสไฟเยอะมากนั่นเอง

 


 

✅  หัวชาร์จไฟ

 

ในส่วนของหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยปกติแล้วจะอิงตามประเภทของไฟฟ้าที่ใช้งานกันในประเทศนั้น ๆ อารมณ์เหมือนหัวปลั๊กไฟที่ใช้งานในบ้านเรา กับในต่างประเทศนั่นแหละ ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าถ้าสมมุติเราซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้สักคัน เราจะหาสถานีชาร์จที่มีหัวชาร์จเหมือนกันได้ไหม เราตอบให้เลยว่า มีแน่นอน

 

สำหรับบ้านเราปกติแล้วหัวชาร์จที่นิยมใช้กันจะมีอยู่ 2 แบบ คือหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกา กับหัวชาร์จที่พบในรถยนต์สัญชาติยุโรป รวมถึงบ้านเรา โดยหัวชาร์จก็จะถูกแบ่งย่อยออกไปตามกระแสไฟที่ได้รับ ซึ่งก็ได้แก่ หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท AC (กระแสไฟฟ้าสลับ) กับประเภท DC (กระแสไฟฟ้าตรง)

 

 

  • หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท AC

    ถ้าเอาให้นึกภาพตามง่าย ๆ ก็ได้แก่ หัวชาร์จรถยนต์ของโหมด 1 – 3  รวมถึงรถยนต์ประเภท Plug-In Hybrid ที่จะเป็นการ ชาร์จไฟผ่านแหล่งจ่ายไฟอีกที  ทำให้กระแสไฟฟ้าที่ได้รับมาจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งจุดสังเกตของการชาร์จด้วยหัวชาร์จไฟประเภท AC นี้คือ ระยะเวลาการชาร์จที่จะช้ากว่า (แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างความจุแบต  On-Board Charger รวมถึงกำลังไฟของบ้านนั้น ๆ อีกที)

    โดยหัวชาร์จประเภท AC นี้ ถ้าเป็นหัวชาร์จรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกาจะเรียกกันว่า Type 1 จุดสังเกตคือหัวต่อจะเป็นแบบ 5 Pin ส่วนถ้าเป็นหัวชาร์จรถยนต์สัญชาติยุโรป รวมถึงบ้านเรา จะเรียกกันว่า Type 2 จุดสังเกตคือจะมี 7 Pin นั่นเอง

 

 

  • หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท DC

    สำหรับหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประเภท DC ก็จะตอบโจทย์สำหรับการชาร์จด้วยโหมด 4 เพราะกระแสไฟฟ้าที่ได้จะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ทำให้ชาร์จได้ไว กินเวลาน้อยกว่า แต่ข้อเสียของการชาร์จประเภทนี้ก็คือ มีความเสี่ยงที่จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว ในส่วนของหัวชาร์จก็จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ โดยแบ่งตามสัญชาติรถยนต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไม่ได้ชื่อ Type 3 – 4 แล้ว 😅

    อย่างถ้าเป็นหัวชาร์จ DC ที่เป็นหัวชาร์จของรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กับอเมริกาจะเรียกกันว่า CHAdeMO จุดสังเกตคือจะมีรูเล็ก รูน้อยเยอะมาก แต่ถ้าเป็นหัวชาร์จของรถยนต์สัญชาติยุโรปกับบ้านเราก็จะเป็นหัวชาร์จ CCS2 จุดสังเกตคือจะยกเอาเต้าของตัว Type 2 มาผสมกับรูชาร์จใหม่ 2 Pin หน้าตาเลยจะมีความละม้ายคล้ายเดิม แต่เพิ่มเติมคือ 2 Pin ด้านล่างนั่นเอง

 


 

สรุปมาให้แล้ว ! การชาร์จไฟแบบ AC & DC

ต้องเลือกแบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า !

 

โดยปกติแล้วในรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จะมีช่องชาร์จไฟที่รองรับการชาร์จทั้งระบบ AC และ DC อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่ารถยนต์คันนั้นของเราเป็นรถยนต์แบบ PHEV หรือ Plug-In Hybrid ที่จะมีแค่ช่องเสียบแบบ AC 

 

ซึ่งก่อนที่เราจะเลือกวิธีการชาร์จไฟ อันดับแรกเราต้องดูก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรามีหัวชาร์จแบบไหน Type 1, Type 2, CHAdeMo หรือว่า CCS2 เมื่อรู้กันแล้วว่ารถยนต์ไฟฟ้าของเรารองรับหัวชาร์จแบบไหน ขั้นตอนต่อไปก็ได้เวลาเลือกการชาร์จกันบ้าง ว่าควรชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ) หรือ DC (กระแสตรง) ดี ?

 

  • การชาร์จแบบ AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) – ข้อดีของมันคือไม่ทำร้ายแบต มีความเสถียร โดยเฉพาะถ้าเป็นโหมด 3 แต่อาจจะมีข้อเสียอยู่นิดนึงตรงที่ว่า ระยะเวลาในการชาร์จ / ครั้ง อาจจะกินเวลาเยอะกว่าแบบ DC ดังนั้นมันเลยตอบโจทย์สำหรับการชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นมาก็เต็มพอดี สามารถขับรถออกไปทำงานต่อได้แบบชิล ๆ 

  • การชาร์จแบบ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง) – ข้อดีของมันก็เห็น ๆ อยู่แล้วตรงที่ความเร็ว เลยตอบโจทย์สำหรับการชาร์จไฟแบบฉุกเฉิน คือไฟใกล้จะหมดแล้ว คงกลับไปชาร์จที่บ้านไม่ทันแน่ ๆ ก็สามารถใช้การชาร์จแบบนี้ชั่วคราวได้ หรือในกรณีที่ต้องเดินทางไกล ก็สามารถอัดชาร์จด้วยวิธีนี้ก่อนออกสตาร์ทก็ได้เหมือนกัน

    แต่ข้อเสียของการชาร์จแบบนี้คือ ไม่แนะนำให้ชาร์จบ่อย เนื่องจากมันกินกระแสไฟมาก อาจส่งผลทำให้แบตเตอรีของเราเสื่อมได้ หรือเอาง่าย ๆ ว่าทำร้ายแบตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟแบบเร่งด่วน ก็แนะนำให้หนีไปชาร์จแบบ AC ในโหมด 3 ก็จะเป็นการดีที่สุด 😉 

 

แต่หลายคนมักจะชอบกังวลเรื่องของการชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หนีไปซบอกการชาร์จแบบ DC กันยกใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจัยที่ส่งผลทำให้รถของเราชาร์จช้า – ชาร์จเร็ว ไม่ได้อยู่ที่วิธีการชาร์จเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความจุแบต จำนวนแบตคงเหลือ ความจุของ On-Board Charger กำลังไฟที่ตัวชาร์จรับได้ (กรณีชาร์จแบบ Wall Box)  เพราะถ้าเป็นไฟบ้าน โดยปกติแล้วจะรับได้แค่ 1 เฟส เลยทำให้อาจจะชาร์จนานกว่าบ้านที่มีไฟ 3 เฟส ซึ่งมีกำลังส่งที่มากกว่าถึง 3 เท่า !

 

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มีสเปกที่ยิบย่อย แถมยังต่างกันมาก ๆ ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษนู้น โทษนี่กันอย่างเดียว หันกลับมาดูสเปกรถของตัวเองกันด้วยว่ารับได้สูงสุดแค่ไหน หน้างานจริงก็รับได้แค่นั้นแหละ ไม่ว่าจะชาร์จแบบ AC หรือว่า DC ก็ตาม

 

 


 

💭  โดยปกติแล้วพวกรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะสามารถหาดูได้ตามโบรชัวร์ของค่ายรถยนต์ที่เราสนใจ โดยเค้าจะมีการคำนวนให้คร่าว ๆ ว่าถ้าแบตเตอรีลดลงอยู่ที่ 0% จะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะชาร์จได้เต็ม 100% ฯลฯ เราถึงอยากให้ทุกคนศึกษารายละเอียดโดยยึดจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ตัวเองใช้ หรือสนใจกัน เพราะจะเห็นภาพได้ง่ายกว่า และการศึกษาเรื่องระบบการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นอะไรที่ควรทำ ยังไงก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยไขข้อสงสัย เพิ่มความกระจ่างเกี่ยวกับกระบวนการชาร์จไฟ และหัวชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าให้กับทุกคนกันได้น้า

Cr. https://www.punpro.com/p/EV-Charger-Types

Categories
บทความ

การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า มีอยู่กี่ประเภท?

สำหรับผู้ที่ให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า รถ EV นอกจากข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือตัวรถที่ควรจะศึกษาแล้ว ตัว EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ก็ควรศึกษากันไว้ด้วยเหมือนกัน โดยรถที่จะเข้าไปใช้ EV Charger ก็จะมี รถปลั๊กอินไฮบริด หรือ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่จะสามารถประจุพลังงานไฟฟ้าได้จากแหล่งภายนอก กับ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) ที่ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน และใช้พลังงานที่อยู่ในแบตเตอรี่เท่านั้น ซึ่งวันนี้เราจะพามาดูว่า EV Charger มีอยู่กี่ประเภทกันนะ 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นั้นมีแบ่งอยู่ 2 ประเภท นั่นก็คือ การชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำ (Conductive Charging) กับ การชาร์จไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Inductive Charging) หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้สาย (Wireless Charging) ทำให้การชาร์จรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีสาย แต่อยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ในประเทศไทยช่วงนี้จะเห็นว่าแบบแรกหรือการชาร์จประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำจะเป็นแบบที่นิยมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไปยังรถยนต์ไฟฟ้าโดยใช้สายชาร์จเคเบิลซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความซับซ้อนน้อย เพียงหยิบสายมาเสียบที่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการชาร์จแบบนี้จะแบ่งได้ 2 ประเภท 

1) แบบ Normal Charge หรือ การชาร์จแบบปกติ โดยการชาร์จแบบนี้จะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ ผ่านอุปกรณ์ตัวแปลง หรือ อุปกรณ์ Inverter เพื่อเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อชาร์จประจุในแบตเตอรี่ โดยทั่วไปการชาร์จแบบนี้เหมาะสำหรับการชาร์จที่ อยู่อาศัย, อาคารสำนักงาน หรือที่จอดรถสาธารณะที่ให้จอดชาร์จได้เป็นเวลานานๆ อย่างเช่น อุปกรณ์ Wall Box 

2) แบบ Quick Charge หรือ  การชาร์จแบบเร็ว ซึ่งจะเป็นเป็นการชาร์จโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง โดยระบบนี้สามารถจ่ายไฟได้สูง สามารถชาร์จโดยใช้เวลาสั้นกว่า แต่เนื่องจากเป็นการชาร์จด้วยกำลังไฟที่สูง จึงต้องใช้จุดที่มีกระแสไฟที่สูงเพียงพอ ซึ่งส่วนมากเป็นที่สาธารณะ หรือก็คือ EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ตามสถานีบริการน้ำมัน หรือตามอาคารที่ติดตั้งตู้ประเภทนี้ ตัวอย่างเช่นที่ สยามสแควร์   

โดยตู้ชาร์จไฟฟ้าแบบ Quick Charge นี้จะมีหัวชาร์จอยู่ 3 แบบ ซึ่งแต่ละหัวชาร์จจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และรุ่นของรถยนต์ไฟฟ้าว่ารองรับมาตรฐานหัวชาร์จแบบไหน ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบหลักๆ คือ AC(Type1/Type2), DC Chademo และ DC CCS ซึ่ง ทั้ง 3 แบบ ก็จะมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่างกันลงไปอีก อย่าง DC CHAdeMO ที่ญี่ปุ่น กับจีนจะมาในรูปทรงเดียวกันแต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย

หัวชาร์จแบบ AC จะแบ่งเป็น Type1 นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจาก สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเป็นหัวแบบ 5 Pin ส่วนอีกแบบจะเป็น Type 2 (ดังภาพ) นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากทางยุโรป จะมีลักษณะหัวแบบ 7 Pin

หัวชาร์จแบบ DC CHAdeMO โดยคำว่า CHAdeMO เป็นคำที่ย่อมาจาก CHArge de Move ซึ่งเป็นชื่อระบบชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยระบบ CHAdeMO นั้นนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น และจีน 

และหัวชาร์จแบบ CCS ที่ย่อมาจาก Combined Charging System ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 2 แบบ นั่นคือ 

  • CCS TYPE 1 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา โดยหัวชาร์จจะมีขนาดเล็กกว่าแบบ CCS Type 2 ซึ่ง CCS TYPE 1 นี้สามารถรองรับรงดันไฟฟ้าที่ 200 V – 500 V
  • CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในหลายประเทศในโซนยุโรป และที่สำคัญคือให้มีกำลังไฟได้มากกว่า หัวชาร์จ CCS Type 1 อีกด้วย

เมื่อศึกษาข้อมูลเรื่องการชาร์จ ก็ควรวางแผนการใช้รถ EV ถ้าจะซื้อ ใกล้บ้านคุณมีสถานีชาร์จ หรือ สามารถติดอุปกรณ์ Wall Box ในที่พักอาศัยได้หรือไม่ เวลาไหนควรชาร์จเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและติดขัดในสถานีชาร์จเผื่อความสะดวกนี่คือสิ่งที่คุณควรศึกษาก่อนจะใช้รถ EV

Cr. https://krungsrimarket.cjdataservice.com/article/ev-charging-station-types

Categories
บทความ

EV Charger หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า มีอยู่กี่ประเภท?

รูปแบบและประเภท การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Categories
บทความ

เกร็ดความรู้คนใช้รถ ‘หัวชาร์จรถ EV มีกี่แบบ’ ก่อนติดตั้งระบบชาร์จในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง?

เกร็ดความรู้คนใช้รถ ‘หัวชาร์จรถ EV มีกี่แบบ’ ก่อนติดตั้งระบบชาร์จในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง?

รถยนต์ประเภทไหนบ้างที่ต้องชาร์จไฟ

รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV)

รถ EV-รถยนต์-Plug-In-Hybrid-PHEV
รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV)

รถยนต์ Plug-In Hybrid (PHEV) คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย 2 ระบบ มีทั้งเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนกับรถยนต์ Hybrid ทั่วไป แต่มีฟังชั่นที่พิเศษกว่า โดยการมีความจุแบตเตอรี่ระบบไฮบริดที่มากกว่า กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ แบตลูกใหญ่กว่านั่นเอง นอกจากนั้นยังสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ด้วย

โดยส่วนใหญ่แล้วรถยนต์แบบ Pluged-In Hybrid (PHEV) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ 6-14 กิโลวัตต์จะสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ระยะทางประมาณ 25-50 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเต็ม 1 ครั้ง


รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV)

รถ EV-รถยนต์ไฟฟ้าล้วน-EV
รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV)

รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) คือ รถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 100% โดยไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในรถ และจะมีแบตเตอรี่ Hybrid ลูกใหญ่กว่า ความจุไฟมากกว่าในรถยนต์ PHEV นอกจากนั้นยังมีข้อดีในเรื่องของ ‘Zero Emission’ หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทำให้เป็นการช่วยลดการปล่อยสารพิษต่าง ๆ สู่ชั้นบรรยากาศโลก

สำหรับระยะทางการวิ่งของรถยนต์ EV ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 40-90 กิโลวัตต์นั้น จะอยู่ที่ประมาณ 300-600 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง


สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน

รถ EV-สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน

สำหรับคนที่กำลังมอง ๆ หรือเล็งที่จะซื้อรถยนต์ EV มาใช้งาน สิ่งแรกที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจก็คือ ‘ระบบไฟฟ้าภายในบ้านของเรา’ เพราะหากติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ภายในบ้านไปแบบผิด ๆ อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านมีปัญหาขึ้นมาได้

PropertyScout ขอแนะนำขั้นตอนการติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ดังนี้ครับ

ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านตัวเอง

  • โดยปกติแล้วขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าในบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้เป็น 15 (45) 1 เฟส (1P) หมายถึงมิเตอร์ขนาด 15 แอมป์ (A) และสามารถใช้ไฟได้มากถึง 45 (A) สำหรับใครที่ต้องการชาร์จรถยนต์ EV ภายในบ้าน ทางการไฟฟ้าแนะนำให้เปลี่ยนขนาดมิเตอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 (100) เพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้าที่มากเกินไปครับ

เปลี่ยนสายเมน และลูกเซอร์กิต (MCB)

  • สายเมน หรือสายประธาน คือสายไฟที่เดินจากมิเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาที่แผงเมนสวิตช์ หรือตู้เมนไฟฟ้า (MDB) นั่นเอง สำหรับสาย Main ของบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้ขนาด 16 ตร.มม. ซึ่งไม่เพียงพอต่อการติดตั้งระบบชาร์จไฟรถ EV ดังนั้นต้องปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 25 ตร.มม. และต้องเปลี่ยนลูกเซอร์กิต (MCB) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันร่วมกับตู้เมนไฟฟ้า (MDB) จากที่เคยรองรับได้สูงสุด 45 (A) เปลี่ยนเป็น 100 (A) กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ขนาดของมิเตอร์ สายเมน และลูกเซอร์กิต ต้องสอดคล้องกันครับ

ตรวจสอบช่องว่างสำหรับติดตั้ง Circuit Breaker ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB)

  • การชาร์จไฟรถยนต์ EV จะต้องแยกใช้งานกับเครื่องไฟฟ้าอื่น ๆ และจะต้องมีลูกเซอร์กิตส่วนตัวแยก 1 ลูก ในกรณีที่ตู้ควบคุมไฟฟ้าเดิมไม่มีช่องว่างเหลือแล้วก็จะต้องติดตั้งตู้ควบคุมย่อยเพิ่มอีก 1 ตู้ครับ

เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)

  • RCD เป็นเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ โดยจะทำงานก็ต่อเมื่อกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านเข้า-ออกมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้ตามมาได้ หากสายชาร์จไฟรถยนต์มีระบบตัดไฟภายในตัวอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง RCD เพิ่ม อย่างไรก็ตามระบบชาร์จไฟรถ EV ที่ดีควรมีระบบการตัดไฟแบบ RCD type A ที่มีระบบตรวจจับ DC Leakage Protection 6 mA หรือการป้องกันกระแสไฟตรงรั่วไหลด้วยครับ

เต้ารับแบบ EV Socket

  • สำหรับการเสียบชาร์จรถยนต์ EV จะต้องใช้เต้ารับแบบ EV Socket 3 รู ที่มีสายต่อหลักดิน และต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 (A)

รูปทรงอาจจะปรับเปลี่ยนตามรูปแบบปลั๊กของรถยนต์แต่ละรุ่น*


รูปแบบของ ‘หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ ในประเทศไทย

หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ ‘AC’

รถ EV-หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ-AC
หัวชาร์จแบบ AC – Type 1

หัวชาร์จแบบ AC คือ การชาร์จไฟแบบกระแสสลับ หรือชาร์จกับไฟบ้านนั่นเอง สำหรับการชาร์จแบบ AC นั้นไฟจะวิ่งผ่าน On Board Charger ที่อยู่บนรถยนต์ EV เพื่อทำการแปลงกระแสไฟจากกระแสสลับไปเป็นกระแสตรงก่อน หลังจากนั้นถึงค่อยชาร์จเข้าแบตเตอรี่ EV การชาร์จแบบ AC นั้นใช้ระยะเวลานาน เหมาะกับการชาร์จเอาไว้ข้ามคืนครับ โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง ในการชาร์จจาก 0-80%

ประเภทของหัวชาร์จ AC

  • Type 1 : 1 phase 32 A / 250 V
  • Type 2 : 1 phase 70 A / 250 V , 3 phase 63 A / 480 V

ข้อดี-ข้อเสียของการชาร์จแบบ AC

  • ข้อดี : ค่าชาร์จไฟถูก , ชาร์จรถยนต์ Plug-In Hybrid และรถยนต์ EV ได้ทุกรุ่น , ติดตั้งได้ที่บ้านและรองรับกำลังการชาร์จได้สูงสุด 22 kW ขึ้นอยู่กับระบบไฟฟ้าบ้าน ตู้ชาร์จ และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ใช้งานอยู่ว่าสามารถรองรับกำลังการชาร์จได้แค่ไหน , ไม่ทำให้แบตเตอรี่ร้อนมากนัก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตรถยนต์เสื่อม , ใช้งานง่าย จอดรถเสร็จสามารถเสียบปลั๊กชาร์จได้เลย
  • ข้อเสีย : ใช้เวลาชาร์จนาน คนที่เร่งรีบต้องวางแผนการเสียบชาร์จดี ๆ , หากเจ้าของรถพักอาศัยในโครงการคอนโด หรือไม่ได้พักอาศัยในบ้านส่วนตัว ก็ไม่สามารถติดตั้งตู้ชาร์จได้

หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง ‘DC’

รถ EV-หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง-DC
หัวชาร์จแบบ DC – CHAdeMo

หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC แตกต่างจากแบบ AC ตรงที่เป็น ‘การชาร์จแบบกระแสตรง’ โดยกระแสไฟนั้นจะไม่ผ่าน Onboard Charger ในตัวรถ แต่จะชาร์จเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง ทำให้ชาร์จได้เร็ว หรือที่เรียกกันว่าระบบ ‘Fast-Charging’ นั่นเอง ซึ่งหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC โดยส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จที่อยู่ตามสถานีชาร์จสาธารณะ สามารถชาร์จแบตจาก 0-80% ได้ภายในระยะเวลาเพียง 40 นาที – 1 ชั่วโมงเท่านั้น

DC Charging ใช้ได้กับรถยนต์ EV เท่านั้น*

ประเภทของหัวชาร์จ DC

  • CHAdeMo : 200 A / 600 V
  • CCS COMBO : 200 A / 600 V , 200 A / 1000 V

ข้อดี-ข้อเสียของการชาร์จแบบ DC

  • ข้อดี : ชาร์จไฟได้เร็ว , ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ดีโดยเฉพาะการขับรถทางไกล อย่างเช่นการแวะปั๊มน้ำมันที่มีสถานี Fast-Charging เพื่อชาร์จรถ เข้าห้องน้ำ พักทานขนม ดื่มเครื่องดื่มสัก 15 นาทีแล้วก็สามารถเดินทางต่อได้เลย แถมปริมาณไฟที่ได้ชาร์จไปก็ยังเพียงพอต่อการเดินทางหลักร้อยกิโลเมตรได้อย่างสบาย ๆ
  • ข้อเสีย : ค่าชาร์จไฟแพงกว่าแบบ AC โดยในประเทศไทยมีราคาสูงสุดถึงหน่วยละ 6.5-7.7 บาทกันเลยทีเดียว , สถานีชาร์จยังไม่คลอมคลุมทุกพื้น สำหรับการเดินทางไกลต้องวางแผนการแวะสถานีชาร์จให้ดี , ตู้ชาร์จแบบ DC มีราคาแพงมาก หากจะติดตั้งในบ้านต้องเตรียบงบประมาณหลักหลายแสนจนถึงหลักล้าน , มีความยุ่งยากซับซ้อนในการใช้งาน การจะชาร์จครั้งนึงต้องมีการเปิดแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อกับตู้ชาร์จ ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลากหลายแบรนด์เอามาก ๆ และตู้ชาร์จแต่ละแบรนด์ก็มีแอพพลิเคชั่นของตัวเอง มีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันไป วิธีการชำระเงินก็ต่างกันด้วย ทำให้ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้สักระยะครับ

Cr. https://propertyscout.co.th/แนะนำ/เกร็ดความรู้คนใช้รถ-รถ-ev/


Categories
บทความ

มาทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมรักษ์โลกแบบ 100%

มาทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมรักษ์โลกแบบ 100%

มาทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้า

นวัตกรรมรักษ์โลกแบบ 100%

นวัตกรรมใหม่ในวงการยานยนต์ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงในตอนนี้ จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า EV นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้านี้กำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก และวันนี้ 724 จะพาทุกคนมารู้จักกับเจ้ารถรักษ์โลกตัวนี้ให้มากขึ้นกัน ซึ่งอัตราการเติบโตการใช้รถไฟฟ้าในปีนี้ถือว่าดีกว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

 

รถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) คืออะไร ?

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle คือรถยนต์ประเภทนี้นั้นจะใช้พลังจากไฟฟ้าแทนการใช้มันน้ำ เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ลดมลพิษทางอากาศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% และการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะมาในรูปแบบของการเก็บพลังงานเอาไว้ในแบตเตอรี่และสามารถชาร์จได้เรื่อยๆ หลังจากนั้นจะนำพลังงานมาใช้ในการขับเคลื่อนแทน ซึ่งจุดเด่นของรถ EV ที่เราเห็นได้ชัดเลยคือ เครื่องยนต์เงียบ และไม่มีควันไอเสียที่ปล่อยมลพิษสู่อากาศ
 

ซึ่งแน่นอนว่าข้อดีที่เห็นได้ชัดเลยคือ ช่วยลดการใช้น้ำมันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศแต่ที่จริงแล้วเค้ามีข้อดีมากกว่านั้น และ 724 จะพาทุกคนมารู้ถึงข้อดี ของรถ EV กัน

ข้อดีของรถ EV

1. ช่วยลดการใช้น้ำมันและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการเติมน้ำมัน

เพราะใช้การชาร์จไฟแทนการใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน

2. ลดมลพิษทางอากาศ

เพราะรถยนต์ไฟฟ้าใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์และแบตเตอรี่ จึงไม่มีการสันดาปภายใน หรือการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ ทำให้ไม่เกิดมลพิษนั่นเอง

3. มอเตอร์ทำงานเงียบไม่มีเสียงรบกวน เพราะตัวรถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีการจุดระเบิดเชี้อเพลิงอย่างน้ำมัน จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีเสียงที่เงียบกว่ารถที่ใช้น้ำมันเป็นพลังงานเชื้อเพลิง

ฉะนั้นตลาด รถ EV จึงเป็นที่น่าจับตามองสุด ๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า EV นั้นเค้าไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว เพราะเค้ามีการแบ่งประเภทตามกลุ่มของการใช้พลังงานในการขับเคลื่อนอีกด้วย

Cr. https://724.co.th/articles/detail/ทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้า-รถev

Categories
บทความ

4 ข้อดีของการใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

4 ข้อดีของการใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือรถยนต์ EV เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาเพื่อให้สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถ ซึ่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้านี้ มีข้อดีที่นึกเรานึกไม่ถึงกันมากมาย ดังนี้

1. ความเงียบและอัตราเร่งที่ได้ดั่งใจของคนขับ

รถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สู่มอเตอร์เพื่อทำการขับเคลื่อน โดยที่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ภายในจึงไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ ทำให้เสียงของการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหลายเท่า และสามารถทำให้มีอัตราเร่งเป็นไปได้อย่างที่ใจต้องการ เพราะไม่มีขั้นตอนการทดเกียร์อีกต่อไป จึงทำให้รถยนต์สามารถตอบสนองในการขับขี่ได้ตามความต้องการของผู้ขับ

 

2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุง

รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยคุณประหยัดเงินค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง เพราะรถยนต์ชนิดนี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามาแทนที่ของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง เช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า ที่จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยกว่า เพราะ ไม่มีเครื่องยนต์ และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จึงทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาในการนำรถยนต์ไปเข้ารับการบำรุงรักษาบ่อยๆ

 

3. ช่วยลดมลภาวะ

สำหรับโลกของเราที่ตกอยู่ในสภาวะโลกร้อน รถยนต์ไฟฟ้าคือคำตอบที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการลดมลภาวะของโลก เพราะไม่มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดไอเสียและมลภาวะทางอากาศที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน เช่นควันไอเสียของรถยนต์ก็จะหายไป

 

4. ไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไปเพราะสามารถชาร์จแบตได้ที่บ้านคุณ

การต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัญหากวนใจของหลายคน อีกทั้งบางบ้านไม่มีสถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้านจึงทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังปั๊มน้ำมัน แต่กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้น สามารถชาร์จแบตได้ที่บ้านของคุณเอง ซึ่งสามารถชาร์จได้ระหว่างที่นอนหลับ เมื่อตื่นเช้ามารถของคุณก็จะอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียเวลาที่สถานีบริการน้ำมันอีกต่อไป

 

 

ด้วยข้อดีเหล่านี้ จึงทำให้รัฐบาลหลายๆประเทศ ต่างพากันสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ จีน เยอรมนี หรือ อังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศที่มีผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอยู่และพยายามที่จะผลักดันนโยบายให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่ทั้งโลกจะหันมาใช้ และสำหรับประเทศไทยนั้นก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว เช่น การติดตั้งจุดชาร์จไฟสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

Cr. https://www.nissan.co.th/experience-nissan/Nissan-EV/EV-benefit.html

Categories
บทความ

ส่องข้อดี-ข้อเสีย “รถยนต์ไฟฟ้า” ขับลุยน้ำท่วมได้นานแค่ไหน

ส่องข้อดี-ข้อเสีย “รถยนต์ไฟฟ้า” ขับลุยน้ำท่วมได้นานแค่ไหน ควรดูแลแบตเตอรีอย่างไร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลายค่ายรถยนต์ต่างปรับตัวแข่งขันกันอย่างดุเดือด เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่จะได้มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นด้วย

   รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลายค่ายหลากแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์ต่างปรับตัวแข่งขันกันอย่างดุเดือด เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่จะได้มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นด้วย

     ปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือที่เราเรียกว่า EV Car มีอยู่ 4 ประเภท คือ 1. รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle, HEV) 2. รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle, PHEV) 3. รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle, FCEV) และ 4. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี (Battery Electric Vehicle, BEV)

     สำหรับ “รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี” มีการขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการแปลง ร้อยละ 85 ของพลังงานขาเข้าให้ไปใช้ในการขับเคลื่อนล้อรถยนต์ ส่วนเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในแปลงได้ ร้อยละ 40 ทำให้เป็นที่น่าสนใจกับคนที่กำลังมองหารถยนต์สักคันที่ไม่ต้องเติมน้ำมัน และยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้

     ผศ.ดร.สนันตน์เขม อิชโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความคิดเห็นว่า ด้วยการขับเคลื่อนที่ใช้ระบบไฟฟ้า สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ที่บ้าน หรือสถานีบริการน้ำมันที่ให้บริการ เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรีมากขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการก่อก๊าซพิษ และไอเสียจากเครื่องยนต์ สิ่งที่ได้ตามมาจากการใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า คือการขับเคลื่อนและออกตัวได้ดีกว่าเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการขับขี่ที่เบาและเงียบ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มารบกวน

     “การใช้มอเตอร์ไฟฟ้า จะมีเสียงรบกวนจากการทำงานน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปที่เราใช้ในปัจจุบัน ซึ่งหากขับขี่รถในความเร็วต่ำ รถจะเงียบมาก ทำให้ประเทศในโซนยุโรปที่นิยมรถยนต์ไฟฟ้า มีการออกกฎให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องติดตั้งเสียงจำลอง สำหรับเตือนคนภายนอก เมื่อขับขี่ในความเร็วต่ำ” ผศ.ดร.สนันตน์เขม กล่าว

     มอเตอร์ไฟฟ้ามีข้อดีในแง่การตอบสนองการขับขี่ที่ดีกว่า ถ้าตรวจสอบรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในไทย จะพบว่า เกือบทุกรุ่นจะมีกำลังขับมากกว่า 150 แรงม้าขึ้นไป (ยกเว้น Fomm One) และด้วยความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้า จึงมาพร้อมกับแรงบิดที่ดีกว่าเครื่องยนต์สันดาป ทำให้สามารถออกตัวได้อย่างรวดเร็ว เร่งแซงทันใจ

ข้อดีรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี

   1. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยไอเสีย ไม่สร้างมลพิษ

   2. ลดมลพิษทางเสียง เพราะการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ามีเสียงที่เงียบกว่าเครื่องยนต์ ทำให้ไม่มีเสียงเวลาขับขี่

   3. รถยนต์ไฟฟ้ามีแรงบิดมากกว่า ทำให้อัตราเร่งดีกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

   4. ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากพลังงานไฟฟ้ามีราคาถูกกว่า ส่วนการบำรุงรักษาในรถยนต์ไฟฟ้ามีเพียงมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีของเหลวหรือกรองของเหลวเหมือนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และยังสามารถชาร์จแบตเตอรีจากที่บ้านได้เลย

ข้อเสียรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี

   1. ราคาสูง เนื่องจากกระบวนการผลิตยังต้องใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูง

   2. ระยะทางการขับขี่ อาจต้องมีการวางแผนการชาร์จระหว่างทาง สำหรับการขับขี่ระยะไกล

   3. สถานีอัดประจุยังไม่ครอบคลุม หากมีการเดินทางไกล ควรวางแผนหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานีอัดประจุ

   4. การจัดการขยะจากแบตเตอรี ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องมีการดำเนินการต่อไป

     ผศ.ดร.สนันตน์เขม กล่าวต่ออีกว่า การชาร์จแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้า พอนาน ๆ ไป แบตเตอรีจะมีการเสื่อมสภาพ เนื่องจากการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรีทุกครั้งจะต้องเกิดปฏิกิริยาบนขั่วบวก และขั่วลบ ส่งผลให้มีแผ่นตะกอนเกาะบนขั่วทั้งสอง และเป็นอุปสรรคในการส่งผ่านไฟฟ้า (Electron)

     กรณีเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม หากต้องขับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรีเพื่อลุยน้ำท่วม จะส่งผลเสียอย่างไรนั้น ผศ.ดร.สนันตน์เขม ได้ให้คำตอบว่า รถยนต์ไฟฟ้าติดตั้งระบบป้องกันที่เรียกว่า Ingress Protection (IP) และระดับ IP นี้ได้รับการจัดอันดับ (เช่น IP65 หรือ IP67) การให้คะแนนนี้สอดคล้องกับการป้องกันน้ำและฝุ่น ยิ่งคะแนนสูงเท่าใด การป้องกันก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันมีระดับ IP67 ซึ่งค่อนข้างกันน้ำได้ดี การจัดอันดับนี้ยังหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถลุยน้ำได้ประมาณ 3 ฟุต เป็นเวลา 30 นาที โดยไม่เสี่ยงต่อการรั่วไหลเข้าไปในส่วนประกอบไฟฟ้าของรถยนต์ เช่น ขั้วแบตเตอรีและส่วนประกอบไฟฟ้าแรงสูง รถยนต์ไฟฟ้ายังติดตั้งระบบป้องกันที่จะแยกแบตเตอรีและส่วนประกอบไฟฟ้าแรงสูงในการตรวจจับน้ำเข้าในครั้งแรก

    สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ผศ.ดร.สนันตน์เขม แนะนำว่า ควรดูลักษณะการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น หากเป็นคนที่ต้องใช้รถเพื่อเดินทางไกลบ่อย ๆ ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีที่ชาร์จระหว่างทางหรือไม่ และควรดูขนาดของแบตเตอรีให้เหมาะกับการใช้งานด้วย ส่วนวิธีการดูแลรถยนต์ไฟฟ้านั้น ควรดูแลมอเตอร์ให้ดีและเข้าศูนย์บริการมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าตามเวลานัดหมาย เพราะจะมีช่างที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านยานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องมือพร้อมกว่า

     ควรชาร์จไฟฟ้าให้แบตเตอรีอยู่ในสถานะเต็ม 100% และให้จอดชาร์จแบตเตอรีโดยเร็ว หากมีสัญญาณให้ชาร์จแบตเตอรีในระหว่างการขับขี่ และระยะเวลาในการชาร์จไม่ควรนานเกินไป เพราะจะเกิดการชาร์จไฟเกิน ทำให้แบตเตอรีรถยนต์ร้อน หากอุณหภูมิของแบตเตอรีสูงกว่า 65 องศา ควรหยุดการชาร์จ

     รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะเวลาเปลี่ยนยางรถยนต์เหมือนรถทั่วไป โดยอายุการใช้งานของยางรถยนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 30,000-40,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 ปี ซึ่งยางรถยนต์จะมียางเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย รวมถึงเบรครถยนต์ที่ต้องดูแลเช่นเดียวกับรถที่ใช้น้ำมัน แนะนำว่าควรเปลี่ยนเบรคใหม่เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว 80,000 กิโลเมตร หรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับการใช้งาน

     ผศ.ดร.สนันตน์เขม อิชโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในมุมมองของผม สำหรับประเทศไทยอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถยนต์เครื่องสันดาปแบบ 100% ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างต่าง ๆ ด้วย เช่น ความพร้อมของสถานีชาร์จ การบริหารจัดการกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย และการผลิตแบตเตอรีเองภายในประเทศ

Cr. https://tu.ac.th/thammasat-030865-tse-expert-talk-electric-vehicle

Categories
บทความ

วิธีเลือก EV Charger ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ให้เหมาะกับการใช้

วิธีเลือก EV Charger ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ให้เหมาะกับการใช้

ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการเลือก EV Charger ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณ ไม่ว่าคุณกำลังมองหาที่ชาร์จสำหรับบ้านพักอาศัย ที่ทำงาน หรือสถานีชาร์จสาธารณะ เราได้รวบรวมข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน แบบที่ว่าเมื่อคุณอ่านจบแล้ว สามารถสั่งซื้อที่ชาร์จ EV ด้วยตัวเองได้เลย มาเริ่มต้นค้นหาเครื่องชาร์จ EV ที่เหมาะกับทั้งรถและไลฟ์สไตล์ของคุณกันดีกว่า !!

ถ้าคุณสนใจเกี่ยวกับ EV Charger ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ EV Charger คืออะไร และโหมดการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีกี่โหมด

เราจะพาคุณไปพบกับความหลากหลายของรถไฟฟ้า EV ที่มีอยู่ในตลาด ประเภทของเครื่องชาร์จ EV และทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ว่าแตกต่างกันมากเพียงใด เพื่อคุณจะใช้เป็นปัจจัยเบื้องต้นในการเลือก EV Charger ให้เหมาะกับการใช้งานที่สุด

3 ปัจจัยสำคัญก่อนเลือก EV Charger

1. ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs) มีหลายประเภทตามลักษณะการขับเคลื่อนและความต้องการพลังงานต่าง ๆ ของผู้ใช้ สามารถแบ่งประเภทรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่พบในท้องตลาด ไว้ได้ดังนี้

  • Battery Electric Vehicles (BEVs): BEVs คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนและไม่มีเครื่องยนต์ในรถ พลังงานไฟฟ้าจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่และใช้ในการขับรถ ตัวอย่างของรถประเภท BEVs เช่น Tesla Model 3, Nissan Leaf, และ Chevrolet Bolt
  • Plug-In Hybrid Electric Vehicles (PHEVs): PHEVs เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่สำรองและเครื่องยนต์ในรถ สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และเปิดใช้งานเครื่องยนต์ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดพลังงาน ตัวอย่างของ PHEVs เช่น Mitsubishi Outlander PHEV และ Ford Fusion Energi
  • Extended Range Electric Vehicles (EREVs): EREVs คือ ประเภทที่ผสมระหว่าง BEVs และ PHEVs พวกเขามีเครื่องยนต์ในรถที่สร้างไฟฟ้าเพิ่มในแบตเตอรี่ เมื่อพลังงานใกล้หมด.รถยนต์นี้มักมีระยะทางในการขับรถไฟฟ้าที่ยาวกว่า PHEVs และใช้เครื่องยนต์ในรถเป็นระยะ ๆ เพื่อสร้างไฟฟ้า ตัวอย่างของ EREVs. เช่น Chevrolet Volt
  • Hydrogen Fuel Cell Electric Vehicles (FCEVs): รถประเภท FCEVs จะใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อสร้างไฟฟ้าในการขับเคลื่อน และปล่อยน้ำเป็นผลผลิตเสริม ปัจจุบันรถประเภท FCEVs ยังมีจำนวนจำกัดและมักพบในสถานที่ที่มีสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ตัวอย่างของ FCEVs เช่น Toyota Mirai และ Honda Clarity Fuel Cell
  • Micro Electric Vehicles (Micro EVs): รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่สร้างสำหรับการใช้งานในเมืองหรือการเดินทางสั้น ๆ รวมถึงรถจักรยานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็ก
  • Three-Wheeled Electric Vehicles: รถยนต์ไฟฟ้าที่มีล้อสามล้อที่ใช้เพื่อการเดินทางในสภาพการจราจรในเมือง โดยทั่วไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสองที่หน้าและล้อหลัง.
  • Luxury Electric Vehicles: รถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูที่มีการออกแบบและคุณภาพระดับสูง ตัวอย่างของรถยนต์ไฟฟ้าชนิดนี้ เช่น Tesla Model S, Porsche Taycan และ Audi e-tron
  • Electric Sports Cars: รถยนต์สปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและมีประสิทธิภาพสูง ตัวอย่างรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า เช่น Tesla Roadster

แต่ละประเภทรถยนต์ไฟฟ้ามีความต้องการการชาร์จและพื้นที่ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือก EV Charger และการวางแผนการใช้งานของคุณจะต้องขึ้นอยู่กับประเภทของรถ EV ที่คุณเลือกใช้และความต้องการของคุณในการใช้งานในชีวิตประจำวัน

2. ประเภทเครื่องชาร์จ EV

การเลือก EV Charger ที่มีความเร็วในการชาร์จ (Charging speed) ให้เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ความเร็วในการชาร์จมีผลต่อเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่และความสามารถในการรับมือกับความต้องการชาร์จไฟ EV ของคุณในแต่ละวัน

  • EV Charger Level 1 (110V): EV Charger Level 1 ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเสียบเข้ากับปลั๊ก 110V ความเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่จะช้าที่สุด และมักใช้เวลานานในการชาร์จไฟแต่ละครั้ง ดังนั้น EV Charger Level 1 เหมาะสำหรับการชาร์จประจำวันหรือการใช้งานที่บ้าน เพื่อรถไฟฟ้า EV ที่ไม่ต้องการการชาร์จบ่อยเกิน
  • EV Charger Level 2 (240V): EV Charger Level 2 จะเร็วกว่า EV Charger Level 1 และมีความสามารถในการชาร์จแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเร็วขึ้นอยู่กับรถยนต์แต่ละรุ่น แต่ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับการใช้งานที่บ้านหรือที่ทำงาน
  • EV Charger DC Fast Charger: รถยนต์ EV ที่มีความเร็วในการชาร์จสูงสามารถใช้ EV Charger DC Fast Charger ในสถานที่สาธารณะเพื่อชาร์จรถไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลา 10-20 นาที ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จะสั้นมาก เหมาะสำหรับติดตั้งบนทางหลวง ปั๊มน้ำมัน หรือจุดพักรถ ที่เป็นสถานที่แวะพักระหว่างการเดินทาง

3. พื้นที่การใช้งาน

รถยนต์ไฟฟ้า EV สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น บ้านหรืออาคารที่พักอาศัย, อาคารสำนักงาน, ที่จอดรถสาธารณะ, ห้างสรรพสินค้า, ทางหลวงหรือทางด่วน ซึ่งเวลาในการชาร์จ และโหมดการชาร์จ รวมถึงจำนวนเครื่องชาร์จที่ติดตั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสถานีชาร์จ

1. การชาร์จที่บ้าน หรือที่พักอาศัย

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ EV จำนวนมาก การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านนับเป็นตัวเลือกที่สะดวกและคุ้มค่าที่สุด เมื่อเลือกที่ชาร์จ EV สำหรับบ้านของคุณ สิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังนี้

บ้านเดี่ยว

  • ความเร็วในการชาร์จที่เหมาะกับการใช้งานของผู้อยู่อาศัย เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละวัน และเลือกเครื่องชาร์จที่มีความเร็วในการชาร์จที่เหมาะสม ที่ชาร์จระดับ 1 (120V) จะช้ากว่าแต่เป็นมาตรฐานสำหรับ EV ส่วนใหญ่ ในขณะที่ที่ชาร์จระดับ 2 (240V) ให้การชาร์จที่เร็วกว่า
  • ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ชาร์จและรุ่นรถ อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่า EV Charger เข้ากันได้กับรุ่นรถยนต์ EV ส่วนมากรถ EV จะใช้ขั้วต่อมาตรฐาน J1772 แต่บางรุ่นอาจต้องใช้หัวชาร์จเฉพาะ
  • ตรวจสอบความง่ายในการติดตั้ง ที่ชาร์จรถไฟฟ้าบางรุ่น สามารถเสียบเข้ากับเต้ารับมาตรฐานได้ ในขณะที่บางรุ่นอาจต้องปรึกษาและทำการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • ระยะเวลาชาร์จ โดยปกติคนเราจะใช้เวลาในบ้านหรือที่พักอาศัย เฉลี่ย 10-16 ชั่วโมงต่อวัน ช่วงเวลาที่ชาร์จรถไฟฟ้า บางคนอาจชาร์จในช่วงกลางคืน ระหว่างเข้านอน และชาร์จทิ้งไว้จนถึงเช้า
    การควบคุมสั่งการ สำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Charger ที่บ้าน ที่มีการใช้งานเป็นประจำ ทำให้ต้องอาศัยการสั่งการผ่านแอปพลิชั่น

คอนโดมิเนียม

ความเร็วในการชาร์จ ถ้าเป็นคอนโดมีเนียม ผู้อยู่อาศัยอาจมีเวลาจำกัดสำหรับการชาร์จไฟแค่ 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยร่วมด้วย ทำให้ไม่สามารถชาร์จทิ้งได้เหมือนอยู่บ้านเดี่ยว ตำแหน่งติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า บริเวณลานจอดรถ และประเภทการชาร์จ ควรเป็นการชาร์จแบบกระแสไฟสลับ AC Charging

2. การชาร์จสถานที่ทำงาน หรือออฟฟิศ

ปัจจุบันสถานที่ทำงานหลายแห่งเสนอการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อผลประโยชน์ของพนักงาน เมื่อเลือกที่ชาร์จ EV สำหรับสถานที่ทำงาน ให้พิจารณาเรื่องเหล่านี้

  • จำนวนเครื่องชาร์จที่เพียงพอกับผู้ใช้งาน กำหนดจำนวน EV ที่ต้องชาร์จและวางแผนตา การติดตั้งที่ชาร์จแบบ Level 2 หลายอัน อาจจำเป็นสำหรับสถานที่ทำงานที่มีผู้คนพลุกพล่าน (AC Charging)
  • ระบบควบคุมสั่งการ พิจารณาถึงความต้องการควบคุมการชาร์จได้ เช่น การ์ด RFID หรือแอปพลิเคชั่นควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อจัดการการใช้งานเครื่องชาร์จ EV และป้องกันการชาร์จโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ค่าใช้จ่ายในการชาร์จ ตัดสินใจว่าการเรียกเก็บเงินจะเป็นแบบฟรีหรือชำระเงิน และใช้ระบบจ่ายเงินที่เข้าถึงง่าย เพื่อความรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีคนใช้งานเยอะ
  • ระยะเวลาการชาร์จ สำหรับออฟฟิศหรือสำนักงาน ถ้าเป็นพนักงานประจำจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน ที่ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ แต่สำหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อธุระ อาจจะใช้เวลาแค่ 2 – 4 ชั่วโมง ทำให้เจ้าของอาคารควรจะคำนึงถึงผู้ใช้งานกลุ่มนี้เพิ่มเติมด้วย

3. สถานีชาร์จสาธารณะ (EV Station)

สถานีชาร์จสาธารณะ มีความจำเป็นสำหรับการเดินทางระยะไกลและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในเมือง เมื่อเลือกเครื่องชาร์จ EV Charger สำหรับการใช้งานสาธารณะที่เป็นทางผ่าน เช่น ทางหลวง ทางด่วน ให้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้

  • ความเร็วในการชาร์จที่รวดเร็วและรองรับรุ่นรถ EV หลายแบรนด์ในท้องตลาด ควรเป็นการชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charging) ที่ใช้ระยะเวลาชาร์จไม่เกิน 30 นาที
  • สถานที่ติดตั้งที่ชาร์จในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น เช่น ทางหลวง จุดพักรถ มอเตอร์เวย์ เพื่อให้ผู้ขับขี่ EV เข้าถึงได้ง่าย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องชาร์จ EV ที่ติดตั้งอยู่นั้น มีระบบเครือข่ายรองรับการใช้งานและควบคุมได้ง่าย เพื่อให้ผู้ใช้มีตัวเลือกสำหรับการชำระเงินที่รวดเร็ว สามารถอัปเดตสถานะแบบเรียลไทม์ได้
  • ความทนทานของเครื่องชาร์จหรือแท่นชาร์จที่ติดตั้ง ควรถูกสร้างขึ้นให้มีความทนทานต่อการใช้งานหนักและสภาพแวดล้อมรุนแรง อย่างเช่น แสงแดด อากาศร้อน และฝนตกหนัก
  • ระยะเวลาการชาร์จ การใช้งานในพื้นที่แบบนี้ ส่วนมากใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างพักรถ แวะเข้าห้องน้ำ ซื้อกาแฟ หรืออาหาร

4. การชาร์จปลายทาง

ร้านอาหาร ศูนย์กลางค้า ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และจุดหมายปลายทางอื่นๆ สามารถดึงดูดผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างเข้ามาใช้บริการในพื้นที่เหล่านี้ การเลือกที่ชาร์จ EV Charger สำหรับการชาร์จในพื้นที่เหล่านี้ ให้พิจารณา ดังนี้

  • ความเร็วในการชาร์จ โดยทั่วไปเครื่องชาร์จ Level 3 (หรือที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC Charging) สำหรับการชาร์จปลายทางที่ต้องการเวลาในการชาร์จไฟให้เต็มไม่เกิน 3 ชั่วโมง
  • การเข้าถึงง่าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงที่ชาร์จได้ง่าย และมีเครื่องหมายบอกตำแหน่งสถานีชาร์จ EV Station ที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาใช้บริการ สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย
  • ระยะเวลาในการชาร์จ ส่วนมากผู้คนใช้เวลาในพื้นที่เหล่านี้ เฉลี่ย 2 – 4 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น เดินช้อปปิ้ง ภายในห้างสรรพสินค้า
  • การติดตั้งสถานีชาร์จ EV Charger ถือเป็นกลยุทธ์การส่งเสริมธุรกิจที่ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสในการดึงดูดลูกค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า

แนะนำวิธีเลือก EV Charger

ถ้าใช้ปัจจัยที่ได้พูดไว้นั้น จากภาพนี้จะทำความเข้าใจว่า อาจเริ่มจากประเทภของที่ชาร์จ EV Charger โดยแบ่งจากแหล่งจ่ายไฟ แบ่งได้เป็นการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสสลับ AC Charging และการชาร์จไฟกระแสตรง DC Charging

ซึ่งการชาร์จแบบ AC นั้น จะมีกำลังไฟของเครื่องชาร์จ (Power) หลายขนาดทั้ง 2.3kW, 3.7kW, 7.4kW, 11kW และ 22kW ซึ่งขนาดของกำลังไฟ (Power) นี้ จะสอดคล้องกับเปอร์เซ็นต์การชาร์จแบตเตอรี่ใน 30 นาที ถ้ามีกำลังไฟสูง % การชาร์จก็จะมีเรมสูงขึ้นตาม และยังมีผลต่อจำนวนชั่วโมงการชาร์จไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม สำหรับการชาร์จ AC จะนิยมติดตั้งในบ้านพักอาศัย คอนโดมีเนียม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า

สำหรับการชาร์จแบบ DC จะเป็นการชาร์จด้วยกระแสตรง ทำให้การชาร์จด้วยวิธี้นี้จะใช้ระยะไม่นาน ไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือเพียง 10-20 นาทีเท่านั้นเอง กำลังไฟ (Power) จะมีทั้ง 24kW, 50kW และ 100kW – 350kW สำหรับการใช้งานนั้นจะนิยมติดตั้งตามสถานีชาร์จ จุดชาร์จสาธารณะ หรือเส้นทางเดินทาง ทางหลวง ตามจุดพักรถหรือปั๊ม ที่เป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลาไม่นาน ใช้แวะระหว่างเดินทาง

นอกจาก 3 เรื่องหลักๆ ที่เรากล่าวไปสำหรับการเลือกที่ชาร์จ EV คุณอยากจะต้องพิจารณาปัจจัยเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้

  1. ความปลอดภัย: ความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก EV Charger คุณควรตรวจสอบว่า EV Charger มีมาตรฐานความปลอดภัยรองรับ เช่น UL รวมถึงระบบการควบคุมความร้อนและระบบความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการชาร์จ การเลือก EV Charger จากยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ จะช่วยให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการชาร์จ เช่น Schneider Electric, ABB, Siemens
  2. ความสะดวกสบาย: ความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณต้องการใช้งาน EV Charger ในชีวิตประจำวัน คุณควรเลือก EV Charger ที่มีอินเตอร์เฟซและฟังก์ชันที่ใช้งานง่าย รวมถึงระบบสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อให้คุณทราบสถานะของการชาร์จ
  3. ค่าใช้จ่าย: ราคาของ EV Charger มีความแปลกแตกต่างกัน คุณควรกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมและเลือก EV Charger ที่ตรงตามงบประมาณของคุณ อย่าลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและราคาค่าไฟฟ้าในการใช้งานระยะยาวด้วย
  4. การติดตั้ง: การติดตั้ง EV Charger อาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม คุณควรหาก่อสร้างที่นั่งชาร์จที่เหมาะสม และตรวจสอบว่าระบบไฟฟ้าของคุณเพียงพอสำหรับการติดตั้ง EV Charger โดยมีความปลอดภัย

Cr. https://mall.factomart.com/how-choose-ev-charger-every-area/

 

Categories
บทความ

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร เป็นมายังไง ทำไมถึงเริ่มฮิตในปัจจุบัน

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร เป็นมายังไง ทำไมถึงเริ่มฮิตในปัจจุบัน

รถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เราเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า EV CAR ยนตกรรมการขับขี่แบบใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในตอนนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมานั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หันมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแข่งกันมากขึ้น ด้วยข้อดีทางด้านการประหยัดน้ำมัน การลดสาเหตุฝุ่นพิษ และลดการเกิดมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน  จากผลการสำรวจในปี 2565 พบว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มเกิดขึ้นในปี 2565-2567 ซึ่งความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงนี้จะกระจุกอยู่ที่เรทราคาระดับปานกลางถึงสูง จากนั้นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะเร่งตัวขึ้นในปี 2024 เป็นต้นไป ดังนั้นสำหรับใครที่เล็งเห็นโอกาสในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เราจะพามาทำความรู้จักรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นกัน 

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร ?

ก่อนอื่นเรามารู้กันก่อนว่าแท้จริงแล้วรถยนต์ไฟฟ้าแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างและระบบที่ทำงานแตกต่างกัน แต่แกนหลักๆ ของรถยนต์ไฟฟ้าคือการที่รถยนต์จะมีการใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นระบบที่เกิดจากการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักเพียงอย่างเดียว หรือถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ก็จะไม่มีการใช้น้ำมันมาเป็นเชื้อเพลิง เพราะระบบรถไฟฟ้าจะเก็บพลังงานเอาไว้ในแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้ และแปลงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้ในการขับเคลื่อนรถ จึงสามารถชาร์จไฟได้ตลอดเวลาเมื่อแบตเตอรี่หมด

ขุดคุ้ยขึ้นมารู้จัก… รถยนต์ไฟฟ้ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ?

ปี ค.ศ. 1881 ยุคเริ่มต้น

ความจริงแล้วรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นครั้งแลกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1881 โดย Gustave Trouve นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ที่ได้นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีไซน์มาในรูปแบบของรถสามล้อ แต่เป็นเพียงการโชว์ภายในงาน International Electrical Exhibition (งานแสดงสินค้านานาชาติ) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในยุคที่ย้อนไปเมื่อ 140 ปีแล้ว นักประดิษฐ์หลายคนต่างต้องการยานพาหนะที่ใช้แทนรถม้านั่นเอง

ปี ค.ศ. 1884 ยุคไม่ยอมหยุดพัฒนา

ต่อมาในปี ค.ศ. 1884 Thomas Parker นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษผู้เป็นวิศวกรไฟฟ้าได้สร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบชาร์จได้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ออกแบบเองในเมือง Wolverhampton ประเทศอังกฤษ แต่สุดท้ายแล้วรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ก็เหลือเพียงรูปถ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานถึงการมีอยู่ของรถไฟฟ้าในปี ค.ศ. 1895 เท่านั้น

ปี ค.ศ. 1888 มีรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกแล้ว !

ในปี ค.ศ. 1888 ยังมี Andreas Flocken นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันได้ออกแบบ Flocken Elektrowagen ที่ถูกจัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกอย่างแท้จริง และในเวลาต่อๆ มาก็ยังมีนักประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกมากมาย จึงนับได้ว่าปี ค.ศ 1890 – 1900 เป็นยุคทองของรถยนต์ไฟฟ้าช่วงเริ่มต้นเลยทีเดียว บทสรุปของรถยนต์ไฟฟ้าในอดีตมีทั้งขาขึ้นและขาลง เนื่องจากในยุคท้ายสุดได้มีการเข้ามาของรถยนต์ รวมถึงการค้นพบแหล่งน้ำมันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ผู้คนนิยมไปใช้รถยนต์กันอย่างมหาศาล จนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในยุคนั้นทยอยปิดตัวไป

รถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งหมดกี่ประเภท ?

แม้จะขึ้นชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันรถยนต์ไฟฟ้าก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ

  1. รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle, HEV)

รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด เป็นรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เสริมกำลังขับเคลื่อน อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่จะทำงานตอนที่เครื่องยนต์ใช้ความเร็วต่ำหรือตอนติดไฟแดง และระบบจะตัดการทำงานไปจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อเครื่องยนต์ใช้ความเร็วสูง แต่ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ได้มีการพัฒนาให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะตอนเครื่องยนต์เร่งความเร็วสูง จึงช่วยในเรื่องประหยัดน้ำมัน

  1. รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle, PHEV)

รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด เป็นการพัฒนด้านระบบต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยพลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าและยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ โดยรับพลังงานจากแหล่งภายนอก (Plug-in) โดยการเสียบปลั๊กไฟฟ้าจากไฟบ้าน หรือสถานีชาร์จไฟโดยตรง ทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานพร้อมกันจาก 2 แหล่ง จึงสามารถเดินทางได้ 2 แบบ คือ ใช้ระบบไฟฟ้าอย่างเดียว และใช้ระบบไฮบริด ที่ใช้ทั้งไฟฟ้ากับน้ำมัน ซึ่งบางรุ่นเดินทางด้วยไฟฟ้าได้มากกว่า 70 ไมล์ และใช้น้ำมันน้อยกว่ารถทั่วไป 30-60%

  1. รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle, FCEV)

รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากการติดตั้งเซลล์เชื้อเพลิง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงจากไฮโดรเจน ซึ่งในโครงสร้างจะมีแผงเซลล์เชื้อเพลิงหรือ Fuel Cell Stack ถังแรงดันสูงเพื่อเก็บไฮโดรเจนในรูปแบบของเหลว และยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อน รวมถึงชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ โดยระบบจะคอยส่งไฮโดรเจนและอากาศที่มีออกซิเจนเข้าไปสู่แผงเซลล์เชื้อเพลิง เพื่อทำปฏิกิริยาในการสร้างกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ จากนั้นกระแสไฟฟ้าก็จะถูกส่งไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ต่อไป ซึ่งประสิทธิภาพของเซลล์เชื้อเพลิงมีค่าสูงถึง 60% และยังจุพลังงานได้สูงกว่าแบตเตอรี่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

  1. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle, BEV)

รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ในการขับเคลื่อน มีองค์ประกอบหลักคือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า เริ่มต้นการทำงานจากแบตเตอรี่ที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง ต่อมาตัวแปลงกระแสไฟฟ้าจะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ และส่งต่อไปยังตัวมอเตอร์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนรถยนต์ต่อไป รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องเผาไหม้เชื้อเพลิง จึงไม่มีการปล่อยไอเสียออกมา

ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ถึงเริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ?

รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในหลายๆ ประเทศเนื่องจากข้อดีด้านพลังงานไฟฟ้าที่นอกจากจะช่วยลดมลพิษทางอากาศแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย เพื่อให้มองเห็นข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ได้ชัดขึ้น เราจะแยกให้ดูกันง่ายๆ ดังนี้

  1. รถยนต์ไฟฟ้าเงียบกว่าและเร่งเครื่องได้สบายกว่า

เพราะรถยนต์ไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สู่มอเตอร์ในการขับเคลื่อนรถ จึงไม่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ภายใน ทำให้เสียงการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าเงียบกว่าเครื่องยนต์น้ำมัน และทำให้อัตราเร่งเครื่องเป็นได้สบายกว่า โดยไม่รู้สึกหนัก เพราะไม่มีการทดเกียร์อีกต่อไป

  1. รถยนต์ไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าทำงานด้วยไฟฟ้าแบตเตอรี่ จึงไม่มีการสร้างผลพิษอย่างการปล่อยไอเสียหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา รถยนต์ไฟฟ้าจึ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ห่วงใยโลก อละไม่ต้องการสร้างมลภาวะเพิ่ม

  1. รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟได้ที่บ้าน

สำหรับคนที่มีเวลาชีวิตจำกัด หรือขี้เกียจขับรถออกไปเติมน้ำมันบ่อยๆ รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยให้คุณสะดวกสบายขึ้น เพราะสามารถชาร์จแบตได้ที่บ้าน เช่น ชาร์จทิ้งไว้ตอนนอน ตื่นเช้ามาก็สามารถขับรถออกไปได้เลย โดยไม่ต้องไปรอต่อคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันอีกต่อไป

  1. รถยนต์ไฟฟ้าประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า

อย่างที่รู้กันว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ มีเพียงมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้นที่ทำให้รถขับเคลื่อน ดังนั้นจึงประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า ทั้งในเรื่องการซ่อมบำรุงที่หมดกังวลเรื่องการพารถไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน การตรวจสภาพบ่อยครั้ง หรือการซ่อมหลายจุด อีกทั้งการชาร์จไฟจากที่บ้านยังช่วยให้ประหยัดกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่าตัว

Cr. https://solarfxthailand.com/ev/